⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3795/2562

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3795/2562

ป.อาญา ม.3, 29, 30 ฯลฯ · พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ม.4, 7, 8 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแก้ไขกฎหมายที่ทำให้โทษเบาลงกว่าเดิม ให้ใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลย เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว

ย่อคำพิพากษา

ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 โดยมาตรา 8 ให้ยกเลิกบทความผิดในมาตรา 26 เดิม และมาตรา 9 บัญญัติความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นมาตรา 26/3 แทน และมาตรา 17 ให้ยกเลิกบทกำหนดโทษในมาตรา 76 เดิม ให้ใช้มาตรา 76 ที่แก้ไขใหม่แทน ซึ่งความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 76 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ มีระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท เพียงสถานเดียว แตกต่างกับมาตรา 76 วรรคสองเดิม ที่มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้นจึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นคุณมากกว่าบังคับแก่จำเลย ตาม ป.อ. มาตรา 3

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 ประมวลกฎหมายอาญา ม.3 ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.92 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.4 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.7 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.8 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.26 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.76 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.97 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.102 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม.4 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม.6 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม.13 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม.62 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม.89 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม.106 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม.116 พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม.3

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.3 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 62, 89, 106 ทวิ, 116 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 76, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 92 จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ปฏิเสธข้อหาร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีกำหนดและร่วมกันขายคีตามีน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีกำหนด จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันขายคีตามีน จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง จำคุก 15 วัน ฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีกำหนดและฐานร่วมกันขายคีตามีน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละหนึ่งในสาม ฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีกำหนด จำคุก 2 ปี 16 เดือน ฐานร่วมกันขายคีตามีน จำคุก 2 ปี 16 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 32 เดือน 15 วัน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 3,000 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง ปรับ 1,500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีกำหนดและฐานร่วมกันขายคีตามีน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีกำหนด และฐานร่วมกันขายคีตามีนตามฟ้องด้วยหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานโจทก์ว่า ผู้ที่ลักลอบขายคีตามีน คือนายมงคล มิใช่จำเลย และวันเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจวางแผนให้สายลับล่อซื้อคีตามีนจากนายมงคลเพียงคนเดียว ทั้งผู้ที่นำคีตามีน 2 ขวด มาส่งมอบให้สายลับก็คือนายมงคล ข้อที่พยานโจทก์ทั้งสองปากอ้างว่า ก่อนมีการส่งมอบคีตามีน จำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์มาวนดูสายลับในลักษณะดูลาดเลาด้วย ทำนองว่าเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดโดยแบ่งหน้าที่กันทำกับนายมงคล นั้น ได้ความจากร้อยตำรวจโทภัตธนสันต์ เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะนั้นนายมงคลยืนอยู่ที่บริเวณปากซอยจินดาพงษ์ ห่างจากสายลับไม่เกิน 50 เมตร สามารถมองเห็นกันได้ เมื่อพิจารณาแผนที่สังเขปที่ผู้จับกุมจัดทำขึ้น ประกอบแล้วปรากฏว่า สายลับยืนอยู่ริมถนนซอยใกล้กับจุดที่นายมงคลจอดรถรออยู่ ซึ่งถนนซอยดังกล่าวเป็นทางตรง สามารถมองเห็นกันได้ชัดเจน ดังนั้น ย่อมไม่มีความจำเป็นที่นายมงคลจะต้องให้จำเลยขับรถจักรยานยนต์มาวนดูสายลับก่อน คำเบิกความของพยานโจทก์ในส่วนนี้จึงขัดต่อเหตุผล ไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ ในการค้นตัวจำเลยก็ไม่พบหลักฐานใด ๆ ที่บ่งชี้ให้เห็นว่าร่วมขายคีตามีนกับนายมงคล สำหรับคีตามีนของกลางอีก 149 ขวด ได้ความว่า ซุกซ่อนอยู่ภายในบ้านของนายมงคลอย่างมิดชิด ยากที่บุคคลภายนอกจะล่วงรู้ได้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยมีบ้านพักอาศัยอยู่ที่อื่น โดยจำเลยนำสืบต่อสู้ว่า เป็นเพื่อนกับนายมงคล วันเกิดเหตุ จำเลยนำขนมปังที่คนรักทำขายมาส่งให้มารดานายมงคลแล้วนายมงคลให้จำเลยออกไปซื้อพืชกระท่อมเพื่อนำมาเสพด้วยกันเท่านั้น จำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับคีตามีนของกลาง ส่วนนายมงคลให้การรับสารภาพว่า คีตามีนดังกล่าวเป็นของตนเพียงคนเดียว ไม่ได้พาดพิงหรือซัดทอดถึงจำเลยแต่อย่างใด โดยในชั้นสอบสวนนายมงคลให้การว่า วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 20 นาฬิกา สายลับคดีนี้โทรศัพท์มาขอซื้อคีตามีน 2 ขวด จากนายมงคล นัดส่งมอบที่กลางซอยอ่อนนุช 30 เมื่อตกลงกันแล้ว นายมงคลขับรถจักรยานยนต์ออกไปที่จุดนัดหมาย พร้อมกับมอบคีตามีน 2 ขวด ให้แก่สายลับ และรับเงิน 2,000 บาท จากสายลับ เมื่อนายมงคลกลับไปที่บ้านพัก ก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจติดตามไปจับกุม และพบจำเลยซึ่งเป็นเพื่อนกันอยู่ด้วย เนื่องจากก่อนหน้านั้น เมื่อเวลาประมาณ 19 นาฬิกา จำเลยขับรถจักรยานยนต์มาพูดคุยด้วย และก่อนถูกจับกุมนายมงคลใช้ให้จำเลยไปซื้อพืชกระท่อม 2 ถุง เพื่อมาเสพด้วยกัน โดยยืนยันว่า จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคีตามีนของกลาง ยิ่งไปกว่านั้น ในชั้นพิจารณานายมงคลยังมาเบิกความเป็นพยานจำเลยโดยยืนยันว่า จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคีตามีนของกลาง ส่วนข้อที่โจทก์นำสืบว่า ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งพบในบ้านของนายมงคล มีข้อมูลการส่งข้อความให้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าเกี่ยวข้องกับการล่อซื้อคีตามีนในคดีนี้ เนื่องจากสายลับชำระเงินสดให้นายมงคล อีกทั้งโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า ก่อนหน้านั้นมีการโอนเงินค่าวัตถุออกฤทธิ์เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยมาแล้วหรือไม่ พอที่จะเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีพฤติการณ์จำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ร่วมกับนายมงคลมาก่อนจึงยังไม่อาจรับฟังให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยได้ อีกทั้งจำเลยนำสืบต่อสู้ว่า ก่อนเกิดเหตุนายมงคลขอยืมบัตรเอทีเอ็มของจำเลยไปใช้สำหรับโอนเงินให้ญาติ เนื่องจากนายมงคลอ้างว่าไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งในชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้การไว้ในทำนองเดียวกัน ข้อเท็จจริงจึงอาจเป็นดังที่จำเลยนำสืบต่อสู้ก็ได้ ประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธตลอดมา โดยโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบพิสูจน์ความผิดของจำเลยให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัย พยานหลักฐานของโจทก์ดังที่กล่าวมาจึงยังมีความสงสัยอยู่ตามสมควรว่า จำเลยร่วมกับนายมงคลกระทำความผิดฐานมีคีตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีกำหนด และร่วมกันขายคีตามีนจริงตามฟ้องหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาดังกล่าว โดยยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 โดยมาตรา 8 ให้ยกเลิกบทความผิดในมาตรา 26 เดิม และมาตรา 9 บัญญัติความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นมาตรา 26/3 แทน และมาตรา 17 ให้ยกเลิกบทกำหนดโทษในมาตรา 76 เดิม ให้ใช้มาตรา 76 ที่แก้ไขใหม่แทน ซึ่งความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 76 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท เพียงสถานเดียว แตกต่างกับมาตรา 76 วรรคสองเดิม ที่มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้น จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นคุณมากกว่าบังคับแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 อย่างไรก็ตาม เห็นว่าโทษปรับที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมาเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขให้เบาลงอีก พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26/3 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3795/2562 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นาย พ. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นาย พ.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พิชัย เพ็งผ่อง · อธิคม อินทุภูติ · จรัญ เนาวพนานนท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพระโขนง - นายรณรงค์ คำทอน · ศาลอุทธรณ์ - นายครรชิต วงศ์ไทย
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.3125/2561

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 959/2531ฎีกา 4/2508ฎีกา 1837/2531ฎีกา 9026/2553ฎีกา 2581/2548ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 1089/2559ฎีกา 185/2535ฎีกา 3345/2535ฎีกา 9647/2557ฎีกา 824/2535ฎีกา 4180/2548ฎีกา 8080/2538ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1715/2545ฎีกา 5598/2540ฎีกา 6355/2544ฎีกา 531/2510ฎีกา 1148/2534ฎีกา 647/2563ฎีกา 831/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา