⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4388/2562

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4388/2562

ป.อาญา ม.3, 53, 78 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำอนาจารหรือกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเป็นความผิด แม้เด็กจะยินยอมก็ตาม เพื่อคุ้มครองเด็กจากการถูกล่อลวง.

ย่อคำพิพากษา

ความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไม่ว่าเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็เป็นความผิด แสดงให้เห็นว่ากฎหมายมุ่งประสงค์จะคุ้มครองเด็กโดยไม่ให้ความสำคัญแก่ความยินยอมของเด็ก ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้เด็กถูกล่อลวงไปเพื่อกระทำอนาจารหรือเพื่อกระทำชำเรา ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 จำเลยที่ 1 ชักชวนล่อลวงผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร แม้ผู้เสียหายที่ 1 ไปหาจำเลยที่ 1 แต่ก็ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ว่าเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 โทรศัพท์เรียกให้ไปหาที่วัด แล้วแยกกันเดินผ่านกุฏิเจ้าอาวาสไปทางซ้ายและขวาไปที่กุฏิจำเลยที่ 2 แล้วถูกจำเลยทั้งสองกระทำชำเราที่กุฏิจำเลยที่ 2 ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 โดยปราศจากเหตุอันสมควร การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.3 ประมวลกฎหมายอาญา ม.53 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.277 ประมวลกฎหมายอาญา ม.279 ประมวลกฎหมายอาญา ม.283 ประมวลกฎหมายอาญา ม.317 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 ม.11 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ม.5

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.3 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.53 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 279, 283 ทวิ, 317 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง และวรรคสี่, 279 วรรคแรก (เดิม), 283 ทวิ วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่, 279 วรรคแรก (เดิม), 283 ทวิ วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร กับฐานร่วมกันกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 8 เดือน ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารอีก 4 กระทง จำคุกกระทงละ 8 เดือน ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร กับฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 รวม 4 กระทง กระทงละ 4 ปี ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง ฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร กับฐานร่วมกันกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 แล้ว ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 37 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 เดือน ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุกจำเลยที่ 1 อีก 4 กระทง กระทงละ 6 เดือน รวม 24 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุกจำเลยที่ 1 อีก 4 กระทง กระทงละ 3 ปี รวม 12 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 49 ปี 36 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 37 ปี 12 เดือน สำหรับจำเลยที่ 1 รวมแล้วให้ลงโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคท้าย ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารอีกกระทงหนึ่ง จำคุกคนละ 8 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่แล้ว คงจำคุกคนละ 6 ปี ความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร กับฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 4 กระทง จำคุกกระทงละ 8 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสี่แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 6 เดือน เมื่อรวมโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 43 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า เด็กหญิง ฟ. ผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในความปกครองดูแลของนาย ค. ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นปู่ ขณะเกิดเหตุคดีนี้ตามฟ้องผู้เสียหายที่ 1 อายุ 14 ปี ไม่ได้เรียนหนังสือ พักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 และนาง ท. ซึ่งเป็นย่า ซึ่งอยู่ติดกับกำแพงวัด น. ที่จำเลยทั้งสองบวชเป็นพระอยู่ที่วัดดังกล่าว วันที่ 4 ตุลาคม 2559 ผู้เสียหายที่ 2 พาผู้เสียหายที่ 1 ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน วันที่ 10 ตุลาคม 2559 บิดามารดาของจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 50,000 บาท และวันที่ 11 ตุลาคม 2559 จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 8,000 บาท โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไม่ว่าเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็เป็นความผิด แสดงให้เห็นว่ากฎหมายมุ่งประสงค์จะคุ้มครองเด็กโดยไม่ให้ความสำคัญแก่ความยินยอมของเด็ก ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้เด็กถูกล่อลวงไปเพื่อกระทำอนาจารหรือเพื่อกระทำชำเรา ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุ 14 ปี ขณะเบิกความผู้เสียหายที่ 1 อายุ 15 ปี แม้ผู้เสียหายที่ 1 เป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียว แต่ผู้เสียหายที่ 1 ก็เบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 1 กระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 1 แลกหมายเลขโทรศัพท์กับผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 1 โทรศัพท์เรียกผู้เสียหายที่ 1 ให้ไปหาแล้วกระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยในวันที่ 23 กันยายน 2559 ขณะจำเลยที่ 1 กระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 2 ช่วยดูต้นทางให้ และในวันที่ 28 กันยายน 2559 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสอง จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่า ผู้เสียหายที่ 1 จะเบิกความปรักปรำให้ร้ายจำเลยทั้งสองที่ขณะเกิดเหตุบวชเป็นพระซึ่งย่อมได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากประชาชนรวมทั้งผู้เสียหายที่ 1 ด้วย หากเหตุดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจริงก็ไม่มีเหตุผลที่ผู้เสียหายที่ 1 จะเบิกความเช่นนั้นเพราะมีแต่จะนำความอับอายและเสื่อมเสียมาสู่ตน เมื่อพิจารณาประกอบกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่เบิกความรับว่ารู้จักกับผู้เสียหายที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2559 เนื่องจากผู้เสียหายที่ 1 มาดูเพื่อนปฏิบัติธรรมที่วัด จำเลยที่ 1 เรียกให้ขึ้นมาฟังเทศน์ หลังจากนั้นผู้เสียหายที่ 1 ทะเลาะกับเด็กในหมู่บ้าน จำเลยที่ 1 สงสัยว่าผู้เสียหายที่ 1 เป็นใคร จึงสอบถามเด็กที่มาร่วมทำวัตรทำให้รู้ประวัติความเป็นมาของผู้เสียหายที่ 1 วันที่ 16 กันยายน 2559 จำเลยที่ 1 ถามย่าของผู้เสียหายที่ 1 ว่าผู้เสียหายที่ 1 ได้เรียนหนังสือหรือไม่ เมื่อทราบว่าไม่ได้เรียน จำเลยที่ 1 จึงเสนอตัวว่าจะพาไปฝากเข้าโรงเรียนโดยจำเลยที่ 1 ขับรถเก๋งพาผู้เสียหายที่ 1 ไปดูโรงเรียนตามลำพังและจำเลยที่ 1 แลกหมายเลขโทรศัพท์กับผู้เสียหายที่ 1 ดัวย พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 สนใจในตัวผู้เสียหายที่ 1 มาตั้งแต่แรก จึงเสนอตัวจะพาไปฝากเข้าโรงเรียน และยังขับรถเก๋งพาผู้เสียหายที่ 1 ไปดูโรงเรียนตามลำพังและแลกหมายเลขโทรศัพท์กับผู้เสียหายที่ 1 ด้วย พฤติกรรมของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวนอกจากจะไม่เหมาะสมแก่การเป็นพระแล้ว ยังทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 มีน้ำหนักให้รับฟังมากยิ่งขึ้นด้วย พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 เป็นการอาศัยความมีประสบการณ์ทางเพศที่มากกว่าเร้าอารมณ์กระตุ้นความต้องการทางเพศของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุเพียง 14 ปี จนถูกล่อลวงไปกระทำอนาจารและกระทำชำเรา นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังรับฟังได้เป็นยุติว่า หลังเกิดเหตุบิดามารดาของจำเลยที่ 1 ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 50,000 บาท ยิ่งทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ 1 ชักชวนล่อลวงผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร จำเลยที่ 1 กระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง อันเป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 จำเลยที่ 1 ชักชวนล่อลวงผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร แม้ผู้เสียหายที่ 1 ไปหาจำเลยที่ 1 แต่ก็ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ว่าเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 โทรศัพท์เรียกให้ไปหาที่วัด แล้วแยกกันเดินผ่านกุฏิเจ้าอาวาสไปทางซ้ายและขวาไปที่กุฏิจำเลยที่ 2 แล้วถูกจำเลยทั้งสองกระทำชำเราที่กุฏิจำเลยที่ 2 ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 โดยปราศจากเหตุอันสมควร การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารแล้ว สำหรับฎีกาข้ออื่นๆ ของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดและลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาทุกข้อของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 11 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 317 วรรคสาม และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทนโดยบทกำหนดโทษตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้ปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง และในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 มาตรา 5 ยกเลิกความในมาตรา 277 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ตามมาตรา 277 วรรคหนึ่ง บทความผิดตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน จึงใช้กฎหมายขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 1 แต่บทกำหนดโทษตามมาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคท้าย (เดิม) จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4388/2562 พนักงานอัยการจังหวัดรัตนบุรี โจทก์ นาย ส. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดรัตนบุรี · จำเลย - นาย ส. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)รักเกียรติ วัฒนพงษ์ · แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์ · สุรางคนา กมลละคร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดรัตนบุรี - นายธนงศักดิ์ วิเศษรจนา · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายชาตรี ซุยยังกูร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.3115/2561

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 492/2539ฎีกา 959/2531ฎีกา 4/2508ฎีกา 1837/2531ฎีกา 9026/2553ฎีกา 6575/2551ฎีกา 2581/2548ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 4180/2548ฎีกา 2147/2521ฎีกา 861/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1715/2545ฎีกา 5598/2540ฎีกา 917/2564ฎีกา 1795/2493
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา