⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1018/2564

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1018/2564

ป.อาญา ม.3, 29, 30 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การนำบทบัญญัติกฎหมายที่เป็นคุณมาใช้บังคับแก่ความรับผิดทางอาญาของผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 3 นั้น จะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ผู้กระทำความผิดเท่านั้น

ย่อคำพิพากษา

การที่จะนำบทบัญญัติของกฎหมายตาม ป.อ. มาตรา 3 มาใช้บังคับในฐานกฎหมายที่เป็นคุณได้นั้น จะต้องเป็นกรณีที่นำมาใช้บังคับแก่ความรับผิดทางอาญาของผู้กระทำความผิดเท่านั้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.147 ประมวลกฎหมายอาญา ม.3 ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายอาญา ม.53 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.15 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.57 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.66 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.91

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.147 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.3 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม อีกกระทงหนึ่ง และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 อีกกระทงหนึ่งด้วย การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 22.094 กรัม จำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต และปรับ 2,400,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 12 ปี และปรับคนละ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 36 ปี 18 เดือน และปรับ 1,800,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสี่ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 9 ปี และปรับ 750,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 45 ปี 18 เดือน และปรับ 2,550,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทน แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 ปี เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสี่แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี สำหรับจำเลยที่ 2 เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน (390 เม็ด กับ 335 เม็ด รวม 725 เม็ด) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 42 ปี 18 เดือน และปรับ 1,800,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยที่ 2 ฟังในวันที่ 5 มิถุนายน 2551 และได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟังในวันที่ 18 มกราคม 2556 โดยหมายจำคุกและกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดของจำเลยที่ 2 ระบุคดีถึงที่สุดวันที่ 18 มกราคม 2556 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอน เปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของจำเลยที่ 2 โดยให้วันที่คดีถึงที่สุดเป็นวันที่ 5 มิถุนายน 2551 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ฟ้องก่อนพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มีผลใช้บังคับ จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายดังกล่าว หมายจำคุกและกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดออกชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า คดีของจำเลยที่ 2 ถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยที่ 2 ฟังหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2549 ก่อนวันที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มีผลใช้บังคับในวันที่ 13 กรกฎาคม 2551 และคดีมีการพิจารณาต่อมาจนถึงศาลฎีกา จึงเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลก่อนวันที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มีผลใช้บังคับ โดยมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่า บรรดาคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลใดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ศาลนั้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาต่อไป และให้บังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับจนกว่าคดีนั้นจะถึงที่สุด ดังนั้น คดีของจำเลยที่ 2 จึงต้องบังคับตามกฎหมายที่ใช้อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ใช้บังคับจนกว่าคดีจะถึงที่สุด โดยเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งใดซึ่งตามกฎหมายจะอุทธรณ์หรือฎีกาหรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ไม่ได้นั้น ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านเป็นต้นไป และวรรคสอง ที่กำหนดว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ซึ่งอาจอุทธรณ์ ฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้น ถ้ามิได้อุทธรณ์ ฎีกาหรือร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในเวลาที่กำหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง ซึ่งนำมาใช้ในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 มิใช่นำมาตรา 19 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับโดยคดีได้ถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยที่ 2 ฟังตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกา เมื่อคดีนี้จำเลยที่ 2 ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แม้ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เนื่องจากเป็นเรื่องที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 แต่ศาลฎีกายังคงวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คดีของจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟัง คือวันที่ 18 มกราคม 2556 ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาทำนองว่า คดีของจำเลยที่ 2 ต้องนำมาตรา 19 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ที่ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดนั้น เห็นว่า การที่จะนำบทบัญญัติของกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 มาใช้บังคับในฐานกฎหมายที่เป็นคุณได้นั้น จะต้องเป็นกรณีที่นำมาใช้บังคับแก่ความรับผิดทางอาญาของผู้กระทำความผิดเท่านั้น มิได้นำมาใช้บังคับแก่กฎหมายวิธีสบัญญัติ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1018/2564 พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี โจทก์ นาย ส. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี · จำเลย - นาย ส. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)รัชนี สุขใจ · ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง · นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดกาญจนบุรี - นายเผ่าพันธ์ ชอบน้ำตาล · ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายคำแหง เกตุมาก
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.230/2564

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 959/2531ฎีกา 4/2508ฎีกา 1837/2531ฎีกา 9026/2553ฎีกา 2581/2548ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 99/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 9647/2557ฎีกา 4180/2548ฎีกา 8080/2538ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 5305/2539ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1992/2530ฎีกา 1715/2545ฎีกา 5598/2540ฎีกา 917/2564ฎีกา 6355/2544ฎีกา 605/2511ฎีกา 6911/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา