คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 357/2498
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เจตนาทุจริตอาจอนุโลมได้จากพฤติการณ์ที่ปรากฏในสำนวน การนำเงินที่ได้รับมอบหมายไปใช้ส่วนตัวโดยไม่ได้นำไปชำระแก่เจ้าหนี้ตามที่ตกลง ถือเป็นการกระทำโดยเจตนาทุจริต
ย่อคำพิพากษา
เจตนาทุจริตของจำเลยศาลไม่อาจหยั่งรู้ควมในใจอันแท้จริงได้ นอกจากจะอนุโลมโดยอาศัยเหตุผลทั่ว ๆ ไปตามที่ปรากฎในท้องสำนวน
ผู้เสียหายมอบเงินจำเลยให้นำไปชำระแก่เจ้าหนี้ของผู้เสียหายจำเลยเอาไปใช้ส่วนตัวเสียบางส่วนแม้จะได้ไปบอกเจ้าหนี้ว่า ผู้เสียหายได้มอบเงินมาชำระครบแล้วแต่จำเลยเอาไปใช้เสียบางส่วน คงส่งให้แต่ส่วนที่เหลือ รับจะใช้คืนให้โดยไม่ต้องไปทวงจากผู้เสียหายอีก พฤติการณ์เช่นนี้แสดงว่าจำเลยเอาเงินรายนี้ไปใช้โดยเจตนาทุจริต คดีนี้จำเลยมีหน้าที่จะนำเงินไปมอบให้เจ้าหนี้ตามที่รับมอบมา เงินแม้จะเป็นธนบัตรเปลี่ยนมือให้หากจำเลยเอาไปใช้เมื่อถึงคราวจะนำไปให้เจ้าหนี้จำเลยก็ต้องพร้อมที่จะมอบเงินในจำนวนนั้นให้แก่เจ้าหนี้ทันที มิใช่หวังเอาเองอย่างเลื่อนลอยว่าเจ้าหนี้คงจะยอมเปลี่ยนตัวลูกหนี้ให้อนึ่งการไปบอกความจริงแก่เจ้าหนี้ดังกล่าวเป็นการสารภาพผิดมิใช่การแสดงความบริสุทธิ์ของจำเลย
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
กฎหมายลักษณะอาญา ม.6 กฎหมายลักษณะอาญา ม.314
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้รับมอบเงิน ๑๐๐๐ บาทจากนายสีเพื่อให้จำเลยนำไปชำระหนี้แก่นายจันทร์เป็นค่ากระบือที่นายสีซื้อมาจากนายจันทร์ จำเลยทุจริตเบียดบังเอาเงิน ๑๐๐๐ บาทไว้เป็นประโยชน์ส่วนตัวเสีย ขอให้ลงโทษ
จำเลยปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นเชื่อว่าจำเลยได้รับฝากเงิน ๑๐๐๐ บาทนายสีเพื่อเอาไปชำระหนี้แก่นายจันทร์จริง จำเลยได้ไปบอกนายจันทร์ว่า นายสีฝากเงินค่ากระบือมาแล้วแต่จำเลยเอาไปใช้เสีย ๖๐๐ บาทเหลือเพียง ๔๐๐ บาทไม่ต้องไปเรียกร้องเอาจากนายสีอีก นายจันทร์ไม่ยอมตกลงเองต่างหาก และเมื่อนายสีมาถามจำเลยก็บอกตามตรงว่าเงินใช้หมดแล้วยังไม่ได้เอาไปให้นายจันทร์ ดังนี้แสดงว่าจำเลยมิได้มีเจตนาทุจริตพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยผิดตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา ๓๑๕ ให้ลงโทษจำคุกมีกำหนด ๑ ปี และให้คืนเงิน ๑๐๐๐ บาทแก่ผู้เสียหาย
จำเลยฎีกาคัดค้านว่าจำเลยมิได้มีเจตนาทุจริตคิดยักยอกทรัพย์ เพราะคดีได้ความชัดว่าจำเลยเอาเงินไปใช้เสียโดยตั้งใจจะใช้คืนในภายหลัง ไม่ได้ตั้งใจจะโกง จึงไม่ควรเป็นผิด
ศาลฎีกาเห็นว่าในเรื่องเจตนาทุจริตหรือไม่เป็นเรื่องใน+ของจำเลย ศาลไม่อาจหยั่งล่วงรู้ความในใจอันแท้จริงได้นอกจากจะอนุโลมโดยอาศัยเหตุผลทั่ว ๆ ไปตามที่ปรากฎในท้องสำนวน
จำเลยมีหน้าที่ที่จะต้องนำเงิน ๑๐๐๐ บาท ไปให้แก่นายจันทร์ตามที่ได้รับมอบหมาย แต่เอาไปใช้เสียแสดงอยู่แล้วว่าจำเลยมิได้ปฏิบัติหน้าที่ที่ตนได้รับมอบหมาย จำเลยจำเป็นจะต้องแสดงความบริสุทธิ์ให้ปรากฎว่าจำเลยไม่ได้มีเจตนาทุจริตเพราะเหตุผลประการใด จำเลยกลับปฎิเสธและนำสืบฐานที่อยู่ไม่ได้แสดงความสุจริตใจประการใดเลย คงมีแต่คำพยานโจทก์ว่าจำเลยไปบอกแก่นายจันทร์ว่า นายสีฝากเงินมาแต่จำเลยเอาไปใช้เสีย ๖๐๐ บาทคงเหลือ ๔๐๐ บาทไม่ต้องไปทวงจากนายสีอีก เป็นเชิงขอเปลี่ยนตัวลูกหนี้ จากนายสีมาเป็นจำเลยเสียเพียงเท่านี้ยังไม่ได้ว่าจำเลยไมม่มีเจตนาทุจริต เพราะจำเลยรู้อยู่แล้วว่าจำต้องเอาไปมอบให้แก่นายจันทร์ มิใช่ประสงค์จะให้จำเลยเอาไปใช้สอยทางอื่น หากเป็นการสุจริตจำเลยก็จะต้องมีเงินอื่นอยู่พร้อมที่จะปฎิบัติหน้าที่ตามที่รับมอบหมายมานั้นได้ ไม่ใช่ว่าเงินไม่มีเลย แต่ยังขืนเอาของเขาใช้เสียโดยนึกคิดเอาเองตามใจของตนว่านายจันทร์คงยินยอมให้เปลี่ยนตัวลูกหนี้ได้ แล้วค่อยหาเงินใช้เขาในภายหลังซึ่งเป็นความหวังอันเลื่อนลอยไม่มีเหตุผล พฤติการณ์เช่นนี้จึงแสดงว่าจำเลยเอาเงินรายนี้ไปใช้โดยมีเจตนาทุจริต การที่จำเลยไปบอกแก่นายจันทร์ตามตรงนั้นอย่างมากก็เป็นเรื่องกระทำผิดไปแล้ว ไปสารภาพผิดเท่านั้น
พิพากษายืน ให้ยกฎีกาจำเลย
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 357/2498
อัยการจังหวัดบุรีรัมย์ โจทก์
นายจันทร์ ทองมา จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - อัยการจังหวัดบุรีรัมย์ · จำเลย - นายจันทร์ ทองมา |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ดุลยทรรศน์ปฏิภาณ · ประมูล สุวรรณศร · วิเทศจรรยารักษ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ - นายวรุณ นุมาพิต · ศาลอุทธรณ์ - หลวงสุธรรมานุวัฒน์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา