คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 781-782/2510
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าของที่ดินยินยอมให้ผู้เช่าที่ดินปลูกสร้างอาคารแล้วยกกรรมสิทธิ์ให้แก่ตนทันทีที่สร้างเสร็จ และต่อมาได้ทำสัญญายินยอมให้ผู้เช่าจัดหาคนเช่าอาคารนั้น ถือว่าผู้เช่าอาคารเป็นผู้เช่าช่วงโดยชอบด้วยกฎหมาย เจ้าของที่ดินจึงไม่อาจขับไล่ผู้เช่าอาคารในฐานะบริวารของผู้เช่าที่ดินได้
ย่อคำพิพากษา
ตามฟ้องโจทก์ปรากฏว่า จำเลยเช่าที่ดินของโจทก์ปลูกตึกให้คนเช่า โดยตกลงว่าจะยกกรรมสิทธิ์ในตึกแถวที่สร้างขึ้นให้เป็นของโจทก์ทันทีเมื่อสร้างเสร็จ โจทก์มาทำสัญญายอมให้จำเลยจัดหาคนเช่าโดยโจทก์คิดค่าเช่าเป็นรายเดือนจากจำเลย โจทก์จึงเป็นทั้งเจ้าของที่ดินและตึกพิพาท การที่โจทก์ทำสัญญายินยอมให้จำเลยเอาตึกพิพาทให้ผู้อื่นเช่า ฐานะของผู้เช่าจึงเป็นผู้เช่าช่วงตึกพิพาทโดยชอบ โจทก์จึงไม่อาจขับไล่ผู้เช่าในฐานะบริวารของจำเลยได้ (อ้างฎีกาที่ 1984/2494)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเช่าที่ดินของโจทก์ปลูกตึกแถวโดยตกลงกันว่าเมื่อจำเลยสร้างเสร็จแล้วจำเลยยอมยกกรรมสิทธิ์ในตึกแถวที่สร้างขึ้นให้เป็นของโจทก์ทันที โจทก์ยอมให้จำเลยจัดหาบุคคลมาเช่าตึกแถวดังกล่าว โดยโจทก์จะเรียกค่าเช่าจากจำเลยเป็นรายเดือนเป็นเวลา ๑๐ ปี บัดนี้ครบ ๑๐ ปีแล้ว จำเลยเพิกเฉยไม่จัดการส่งมอบตึกแถวคืนให้โจทก์ ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวาร
โจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า จำเลยยอมไม่เกี่ยวข้องกับที่ดินและผลประโยชน์ในสิ่งก่อสร้างบนที่ดินนั้นต่อไป
ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า บริวารของจำเลยไม่ยอมส่งมอบตึกแถวคืนให้โจทก์
บุคคลเหล่านี้ส่วนใหญ่ยื่นคำร้องว่าตนไม่ใช่บริวารของจำเลย ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ขังบริวารทั้งหมดไว้คนละ ๗ วัน เว้นแต่จะมีประกันตัวไป
ผู้ร้องที่โจทก์อ้างว่าเป็นบริวารจำเลยรวม ๒๕ คนอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ผู้ร้อง ๑๗ คนฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่าตามฟ้องโจทก์ปรากฏชัดเจนว่าตึกพิพาทรายนี้ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แล้วในทันทีที่จำเลยก่อสร้างเสร็จ โจทก์จึงเป็นทั้งเจ้าของที่ดินและตึกพิพาท การที่โจทก์ทำสัญญายินยอมให้จำเลยเอาตึกนั้นให้ผู้อื่นเช่า ฐานะของผู้เช่าจึงเป็นผู้เช่าช่วงตึกพิพาทโดยชอบ ยิ่งกว่านั้นผู้ร้องส่วนมากยังได้อ้างความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดินอีกด้วย ส่วนนางสมจิตรผู้ร้องก็อ้างว่าเข้าอยู่โดยความยินยอมของโจทก์ไม่เกี่ยวกับจำเลยอย่างใด ข้ออ้างของผู้ร้องเหล่านี้ถ้าหากไต่สวนได้ความจริง ก็ไม่อาจขับไล่ผู้ร้องในฐานะบริวารของจำเลยได้ดังนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๘๔/๒๔๙๔
พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของผู้ร้องทั้ง ๑๗ คนนี้ แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 781 - 782/2510
หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์ สวัสดิ์วัฒน์ โจทก์
นางประไพ วิริยะพันธ์ ล.
นายจำรัส จิระธนาธร กับพวก ผู้ร้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์ สวัสดิ์วัฒน์ · ล. - นางประไพ วิริยะพันธ์ · ผู้ร้อง - นายจำรัส จิระธนาธร กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ทองคำ จารุเหติ · ยง เหลืองรังษี · นิคม ชัยอาญา |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายอัศนี เกาไศยนันท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายแสวง ลัดพลี |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา