คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 333/2512
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องคดีซ้ำในประเด็นที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว โดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ย่อมต้องห้ามตามกฎหมาย
สัญญาประนีประนอมยอมความที่คู่ความทำขึ้นและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ย่อมมีผลผูกพันคู่ความตามที่ตกลงกันไว้ หากไม่มีการกระทำผิดสัญญาเกิดขึ้นใหม่ คู่ความจะยกเหตุเดิมมาฟ้องร้องบังคับคดีอีกมิได้
ย่อคำพิพากษา
โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินซึ่งมีบ้านของจำเลยปลูกอยู่โดยอาศัยสิทธิโจทก์ โจทก์เคยฟ้องขับไล่จำเลยมาแล้วครั้งหนึ่งให้รื้อบ้านออกไป อ้างเหตุว่าจำเลยก่อความรำคาญ แต่โจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยโจทก์ยอมรับว่าบ้านเป็นของจำเลยโจทก์จะไม่รบกวนสิทธิของจำเลยเกี่ยวกับบ้านต่อไป ซึ่งศาลได้พิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว บัดนี้โจทก์กลับมาฟ้องขับไล่ให้จำเลยรื้อบ้านออกไปจากที่ดินอีก อ้างเหตุว่า จำเลยประพฤติตนไม่เหมาะสมโดยไม่ได้อ้างเหตุใหม่อะไรเลย ย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องคดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วในประเด็นได้วินิจฉัย โดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำ
โจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความไว้ว่า โจทก์จะไม่รบกวนสิทธิของจำเลยเกี่ยวกับบ้านต่อไป หากจำเลยมิได้กระทำการใดๆ ขึ้นใหม่ จำเลยก็ย่อมมีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินที่โจทก์เช่าต่อไป โจทก์จะอาศัยเหตุอย่างเดียวกับที่ฟ้องจำเลยและทำสัญญาประนีประนอมยอมความไว้แล้ว มาฟ้องขับไล่จำเลยอีกมิได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อบ้านของจำเลยออกไปจากที่ดินที่โจทก์เช่า และให้ใช้ค่าเสียหาย ๔,๕๐๐ บาท และค่าเสียหายต่อไปนับแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๐๙ โดยโจทก์อ้างว่า จำเลยประพฤติตนไม่เหมาะสมโจทก์ไม่ประสงค์ให้อยู่ต่อไปและได้บอกกล่าวจำเลยให้ออกไปแล้ว
จำเลยต่อสู้ว่า โจทก์เคยฟ้องขับไล่จำเลยและยอมความว่า จะไม่รบกวนสิทธิในบ้านของจำเลยอีกตลอดไป โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยอีกฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและเป็นฟ้องซ้ำ จำเลยไม่เคยได้รับบอกกล่าวค่าเสียหายไม่มีมูลและสูงเกินกว่าเหตุ
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย
ข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาได้ความว่า เดิมโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยให้รื้อบ้านพิพาทออกไปจากที่ดินที่โจทก์เช่ารายนี้อ้างเหตุว่า จำเลยก่อความรำคาญ ในที่สุดศาลพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่า โจทก์ยอมรับว่า บ้านเป็นของจำเลยโจทก์จะไม่รบกวนสิทธิของจำเลยเกี่ยวกับบ้านรายพิพาทนี้ต่อไป คดีถึงที่สุดแล้ว
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยให้รื้อบ้านพิพาทออกไปจากที่ดินที่โจทก์เช่ารายนี้อีก อ้างเหตุว่าจำเลยประพฤติตนไม่เหมาะสมเป็นการรื้อร้องฟ้องคดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘อนึ่ง ในคดีเดิมโจทก์ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความไว้ว่า โจทก์จะไม่รบกวนสิทธิของจำเลยเกี่ยวกับบ้านดังกล่าวต่อไปถ้าจำเลยมิได้กระทำการใด ๆ ขึ้นใหม่ จำเลยก็ย่อมมีสิทธิที่จะอยู่ในที่เช่านี้ต่อไปคดีนี้โจทก์มิได้อ้างเหตุใหม่อะไรเลย คงอ้างเหตุอย่างเดียวกับที่ฟ้องจำเลยและทำสัญญาประนีประนอมยอมความไว้แล้ว โจทก์จึงฟ้องขับไล่จำเลยในคดีนี้อีกมิได้เพราะเป็นฟ้องซ้ำ
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 333/2512
นายจรูญ ค้าสุวรรณ โจทก์
นางประทุมวัลย์ วิเชียรรัตน์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายจรูญ ค้าสุวรรณ · จำเลย - นางประทุมวัลย์ วิเชียรรัตน์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ไฉน บุญยก · สุธี โรจนธรรม · วิริยะ เกิดศิริ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายชัยชาญ วิบูลศิลป์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสมคิด มงคลชาติ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา