คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1249/2515
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่กำหนดเวลาเกินกว่า 3 ปี หากมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จะบังคับกันได้เพียง 3 ปีเท่านั้น. เมื่อครบกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว การที่ผู้เช่ายังคงครอบครองทรัพย์สินต่อไปโดยผู้ให้เช่าไม่ทักท้วง อาจถือเป็นการเช่าโดยไม่มีกำหนดเวลา แต่หากผู้ให้เช่าแสดงการทักท้วง เช่น การไม่รับค่าเช่า ถือว่าการเช่าระงับลงแล้ว.
ย่อคำพิพากษา
เช่าโรงแรมมีกำหนดเวลารวม 8 ปี. โดยทำสัญญาเช่ากันไว้ล่วงหน้าเป็น 3 ระยะ ระยะละ 3 ปี 3 ปี และ 2 ปี ตามลำดับโดยมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นการหลีกเลี่ยงมาตรา 538แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ย่อมบังคับกันได้เพียง 3 ปีเท่านั้น(อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 768/2490)
เมื่อการเช่าบังคับกันได้เพียง 3 ปีตามสัญญาฉบับแรกและครบกำหนดเวลานั้นแล้วการที่ผู้เช่าอยู่ต่อมาในโรงแรมที่เช่าอาจถือได้ว่าเป็นการเช่าไม่มีกำหนดเวลาตามมาตรา 570ซึ่งบัญญัติว่า หากผู้เช่ายังครองทรัพย์สินนั้นอยู่และผู้ให้เช่ารู้ความนั้นแล้วไม่ทักท้วง แต่พฤติการณ์ที่ผู้เช่าส่งค่าเช่าเดือนแรกนับแต่การเช่าสิ้นสุดลงไปให้ ผู้ให้เช่าก็ไม่ยอมรับและส่งค่าเช่าคืนนับว่าเป็นการทักท้วงแล้ว แม้ผู้เช่าจะยังครองทรัพย์สินที่เช่าอยู่ต่อมา ก็ไม่อาจถือได้ว่าการอยู่ต่อมาของผู้เช่าเป็นการเช่าโดยไม่มีกำหนดเวลาตามมาตรา 570 อันจะต้องมีการบอกเลิกการเช่าให้ถูกต้องตามมาตรา 566 การเช่าระงับลงแล้ว เมื่อสิ้นกำหนดเวลาตามสัญญาเช่าฉบับแรกตามมาตรา 564 (หมายเหตุ ดูคำพิพากษาฎีกาที่ 173/2506 เปรียบเทียบ)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากโรงแรมซึ่งเช่าจากโจทก์และให้ใช้ค่าเสียหาย
จำเลยต่อสู้ว่า ตกลงเช่ากัน ๘ ปี จำเลยไม่ผิดสัญญา และโจทก์ไม่เคยบอกกล่าวให้ออกจากที่เช่า
คู่ความรับกันว่า จำเลยส่งค่าเช่าเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์๒๕๑๒ ไปให้โจทก์ทางธนาณัติ โจทก์ไม่รับ คงรับแต่ค่าเช่าเดือนมีนาคมไว้โดยรับเป็นค่าเสียหายซึ่งโจทก์ติดใจเรียกร้องเพียงเดือนละ ๔,๕๐๐ บาท สัญญาเช่า ๓ ฉบับมีกำหนดเวลา ๘ ปี ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
ศาลชั้นต้นงดสืบพยาน พิพากษาขับไล่จำเลยและบริวาร และให้ใช้ค่าเสียหาย
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ปัญหาที่ว่า ทำสัญญาเช่าโรงแรมพิพาทกัน ๓ ฉบับ ๓ ระยะรวมกัน ๘ ปี โดยไม่จดทะเบียน จะใช้ได้หรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยให้การว่า ได้ทำสัญญาเช่า ๓ ฉบับล่วงหน้าไว้เป็น ๓ ระยะ รวมกันเกินกว่า ๓ ปี เป็นการหลีกเลี่ยงมาตรา ๕๓๘แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบังคับว่าจะต้องจดทะเบียนการเช่าอสังหาริมทรัพย์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นจะบังคับกันได้เพียง๓ ปีเท่านั้น การเช่ารายนี้จึงบังคับกันได้เพียง ๓ ปี ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๗๖๘/๒๔๙๐
เมื่อการเช่ารายนี้มิได้จดทะเบียน จึงบังคับกันได้เพียง ๓ ปีคือเพียงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๑๑ การที่จำเลยอยู่ต่อมาในโรงแรมพิพาทที่เช่า อาจถือได้ว่าเป็นการเช่าไม่มีกำหนดเวลาตามมาตรา ๕๗๐หากจำเลยยังครองทรัพย์สินนั้นอยู่ และผู้ให้เช่ารู้ความนั้นแล้วไม่ทักท้วงแต่การที่จำเลยยังครองทรัพย์สินที่เช่าอยู่ต่อมา เมื่อจำเลยจะส่งค่าเช่าเดือนมกราคม ๒๕๑๒ อันเป็นเดือนแรกนับแต่การเช่าสิ้นสุดลง โจทก์ก็ไม่ยอมรับและส่งค่าเช่าคืน นับว่าเป็นการทักท้วงตามความในมาตรา ๕๗๐เสียแล้ว จึงไม่อาจถือได้ว่า การอยู่ต่อมาของจำเลยเป็นการเช่าโดยไม่มีกำหนดเวลาอันจะต้องมีการบอกเลิกการเช่าให้ถูกต้องตามมาตรา ๕๖๖การเช่ารายนี้ระงับลงแล้วตามมาตรา ๕๖๔ เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๑๑
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1249/2515
นายโม๊ะ วาฤทธิ์ โดยนายผ่อง วาฤทธิ์ ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์
นายกิติ แซ่แต้ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายโม๊ะ วาฤทธิ์ โดยนายผ่อง วาฤทธิ์ ผู้รับมอบอำนาจ · จำเลย - นายกิติ แซ่แต้ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ประพนธ์ ศาตะมาน · ประสาท สุคนธมาน · แผ้ว ศิวะบวร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายถวิล ตรีเพชร · ศาลอุทธรณ์ - นายประพจน์ ถิระวัฒน์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา