⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4586/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4586/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเรียกรับเงินโดยอ้างว่าจะนำไปให้ผู้พิพากษาเพื่อจูงใจให้กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้อื่น ถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 143 แม้ผู้พิพากษาที่ถูกอ้างถึงจะมิได้เป็นเจ้าของสำนวนหรือองค์คณะพิจารณาคดีนั้นก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยเรียกและรับเงินจาก ท.กับพวก โดยอ้างว่าจะเอาไปให้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์เพื่อให้พิพากษายกฟ้องในคดีที่ ท.กับพวกเป็นจำเลย ดังนี้ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ที่จำเลยอ้างดังกล่าวย่อมหมายถึงผู้พิพากษาผู้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในศาลอุทธรณ์ได้ตามกฎหมายแม้จะมิได้เป็นเจ้าของสำนวนหรือองค์คณะที่พิจารณาพิพากษาคดีนั้นก็ตาม ก็ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานที่จำเลยจะจูงใจให้กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ ท. กับพวกแล้วการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 143

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.143

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง จำคุก 4 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายซึ่งจำเลยฎีกามาว่าผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์คณะ 12 ที่จำเลยอ้างว่าจะจูงใจให้พิพากษายกฟ้องนั้น มิใช่เป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนหรือองค์คณะที่พิพากษาคดีดังกล่าว จึงมิใช่เจ้าพนักงานที่จะกระทำการให้เป็นคุณแก่คู่ความแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยไม่เข้าองค์ประกอบของความผิดตาม มาตรา 143 แห่งประมวลกฎหมายอาญาในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงมาว่า จำเลยเรียกและรับเงินจำนวน40,000 บาท จากนายธรรมหรือทำ เวียงทอง กับพวกเป็นการตอบแทนในการที่จำเลยอ้างว่าจะจูงใจให้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์คณะ 12 คือนายเรืองสวัสดิ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร นายไพริน มะนุญพรและนายศิลปชัย ธรรมสุกฤต พิพากษายกฟ้องคดีอาญา หมายเลขแดงที่ 1115/2525 ของศาลจังหวัดแพร่ปรากฏว่า ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์คณะ 12 ที่จำเลยอ้างนั้นมิได้เป็นเจ้าของสำนวน หรือองค์คณะที่พิจารณาหรือพิพากษาคดีในศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้ว เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า จำเลยเรียกและรับเงินจากนายธรรมหรือทำเวียงทอง กับพวก โดยอ้างว่าจะเอาไปให้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์เพื่อให้พิพากษายกฟ้องในคดีที่นายธรรมหรือทำกับพวกเป็นจำเลยดังนี้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ที่จำเลยอ้างดังกล่าวย่อมหมายถึงผู้พิพากษาผู้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในศาลอุทธรณ์ได้ตามกฎหมายแม้จะมิได้เป็นเจ้าของสำนวนหรือองค์คณะที่พิจารณาพิพากษาคดีนั้นก็ตามก็ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานที่จำเลยจะจูงใจให้กระทำการในหน้าที่ อันเป็นคุณหรือเป็นโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้วที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4586/2531 อัยการ กรมอัยการ โจทก์ นาย ศักดา นิติโรจน์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นาย ศักดา นิติโรจน์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ส่อง สุขะปุณณพันธ์ · สวัสดิ์ รอดเจริญ · เดชา สุวรรณโณ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 423/2522ฎีกา 130/2528ฎีกา 5174/2533ฎีกา 563/2555ฎีกา 1312/2504ฎีกา 1332/2537ฎีกา 537/2523ฎีกา 661/2554ฎีกา 1123/2509ฎีกา 511/2516ฎีกา 2354/2522ฎีกา 3100/2532ฎีกา 196/2537ฎีกา 1248/2505ฎีกา 2715/2531ฎีกา 971/2508ฎีกา 988/2551ฎีกา 960/2534ฎีกา 4250/2531ฎีกา 2077/2560ฎีกา 2631/2534ฎีกา 334/2526ฎีกา 4846/2536ฎีกา 7695/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา