คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4657/2532
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องคดีเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ต้องยื่นต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลให้ยื่นต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาได้ โดยต้องแสดงเหตุผลความสะดวกในการพิจารณาคดีตั้งแต่ชั้นยื่นคำฟ้อง.
ย่อคำพิพากษา
คดีฟ้องให้ส่งมอบที่ดินตามสัญญาซื้อขาย เป็นคดีเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ ต้องยื่นคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นที่ที่ดินนั้นตั้งอยู่ แต่ถ้าโจทก์ประสงค์จะยื่นคำฟ้องนี้ต่อศาลชั้นต้นที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล โจทก์ก็ต้องยื่นคำร้องต่อศาลนั้นพร้อมกับคำฟ้องแสดงให้เห็นว่าการพิจารณาคดีในศาลนั้นจะเป็นการสะดวก เพื่อให้ศาลดังกล่าวไว้ดุลยพินิจอนุญาตเสียก่อนที่จะรับคำฟ้อง โจทก์จะยกเหตุเช่นนี้ขึ้นกล่าวอ้างในภายหลังในชั้นฎีกาโดยให้ถือเป็นคำร้องดังกล่าวหาได้ไม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
กรณีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปรับมอบที่ดินตามสัญญาที่จำเลยทำกับนายวิชัย ทองเหลือง และนำมาส่งมอบให้แก่โจทก์ตามสัญญาซื้อขายสิทธิครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวที่จำเลยทำไว้กับโจทก์
ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ตามสภาพแห่งคำฟ้องเป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบที่ดินแปลงหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอตะกั่วป่าให้แก่โจทก์ตามสัญญาซื้อขายเป็นการฟ้องเรียกเอาที่ดินอันเป็นการบังคับเอาจากตัวทรัพย์โดยตรงจึงเป็นคำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔ บัญญัติว่า "เว้นแต่จะได้มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น การยื่นคำฟ้องนั้น ต้องอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติดังต่อไปนี้ (๑) คำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์หรือสิทธิหรือประโยชน์ใด ๆ อันเกี่ยวกับทรัพย์เหล่านั้นให้เสนอต่อศาลที่ทรัพย์เหล่านั้นตั้งอยู่ในเขตศาล แต่ถ้าโจทก์มีความประสงค์ที่จะยืนคำฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลนั้น เมื่อโจทก์ยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องแสดงให้เห็นว่า การพิจารณาคดีในศาลนั้น ๆ จะเป็นการสะดวก ศาลจะใช้ดุลพินิจอนุญาตให้โจทก์ยื่นคำฟ้องตามที่ขอนั้นก็ได้ ฯลฯ" ฉะนั้นเมื่อปรากฏว่าที่ดินที่โจทก์ฟ้องเรียกตั้งอยู่ที่อำเภอตะกั่วป่า อยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดตะกั่วป่า โจทก์จึงต้องยื่นคำฟ้องต่อศาลจังหวัดตะกั่วป่า แต่โจทก์กลับยื่นฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดภูเก็ต ศาลจังหวัดภูเก็ตจึงชอบที่จะไม่รับคำฟ้องของโจทก์ได้ แม้ว่าศาลจังหวัดภูเก็ตจะเป็นศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล แต่ตามบทกฎหมายดังกล่าว หากโจทก์ประสงค์จะยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดภูเก็ตซึ่งเป็นศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล โจทก์ก็ต้องยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดภูเก็ตพร้อมกับคำฟ้องแสดงให้เห็นว่าการพิจารณาคดีในศาลจังหวัดภูเก็ตจะเป็นการสะดวก เพื่อที่ศาลจังหวัดภูเก็ตจะได้ใช้ดุลพินิจอนุญาตเสียก่อนที่จะรับคำฟ้อง ซึ่งโจทก์ก็มิได้ยื่นคำร้องดังกล่าวแต่อย่างใด เพิ่งจะมากล่าวอ้างในชั้นฎีกาว่า ถ้ามีการพิจารณาที่ศาลจังหวัดภูเก็ตจะเป็นการสะดวกเพราะมูลคดีได้เกิดในเขตศาลดังกล่าว เอกสารต่าง ๆ ที่โจทก์ไว้อ้าง คู่ความ และพยานบุคคลต่าง ๆ ก็อยู่ในเขตศาลนั้น โดยให้ถือเป็นคำร้องดังกล่าว จึงหาชอบด้วยกระบวนพิจารณาไม่ ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4657/2532
นางสาวอัมพา บุญเปกข์ตระกูล โจทก์
นายอีด ชายสิทธิ์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางสาวอัมพา บุญเปกข์ตระกูล · จำเลย - นายอีด ชายสิทธิ์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | นิเวศน์ คำผอง · เสียง ตรีวิมล · บุญศรี กอบบุญ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดภูเก็ต - นายประเสริฐ โกวิทยา · ศาลอุทธรณ์ - นายยงยุทธ ชารีสาร |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา