⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3270/2552

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3270/2552

ป.อาญา ม.29, 30, 32 ฯลฯ · พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.21, 22, 24 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่จำเลยเล็งเห็นได้ว่าอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่กาย ถือเป็นความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกาย ไม่ใช่ความผิดฐานพยายามฆ่า. คำฟ้องโจทก์ที่ขอให้นับโทษต่อ ต้องบรรยายข้อเท็จจริงให้ชัดเจนว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่ขอให้นับโทษต่อ.

ย่อคำพิพากษา

ตามพฤติการณ์จำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นได้ว่า รถที่จำเลยที่ 1 ขับอาจเฉี่ยวชนผู้เสียหายให้ได้รับอันตรายแก่กายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ ไม่เป็นความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ คำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีที่ขอให้นับโทษต่อ แม้จะระบุคำขอท้ายฟ้องให้นับโทษต่อก็เป็นคำขอที่ไม่มีข้อเท็จจริงในคำฟ้องเพราะคำฟ้องมิได้บรรยายไว้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่ขอให้นับโทษต่อข้อความที่โจทก์ระบุมาในคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องอื่นที่มิได้ระบุว่าขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องในส่วนดังกล่าวเป็นเพียงคำอธิบายและเหตุผลของโจทก์ในการขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องไม่อาจถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการบรรยายมาในคำฟ้องโจทก์แล้ว โจทก์จะขอให้ถือเอาคำขอท้ายฟ้องซึ่งมีข้อเท็จจริงนอกเหนือไปกว่าที่กล่าวไว้ในฟ้องไปนับโทษติดต่อกันเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.53 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.84 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.289 ประมวลกฎหมายอาญา ม.296 ประมวลกฎหมายอาญา ม.371 พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.21 พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.22 พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.24 พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.25 พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.152 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 ม.42 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 ม.64

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42, 64 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 21, 22, 24, 25, 152 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 84, 91, 289, 371 ริบของกลางนับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 679/2544 ของศาลจังหวัดขอนแก่น และโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 471/2542 ของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมโดยจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาขับรถไม่มีใบอนุญาต ขับรถโดยฝ่าฝืนสัญญาณจราจร ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืน โดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42, 64 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง, 22 (2), 24 (3), 25 (1), 152 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (2) ประกอบด้วยมาตรา 80 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต จำคุก 1 เดือน ฐานขับรถฝ่าฝืนสัญญาณจราจร ปรับ 1,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 วัน ปรับ 500 บาท ฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่จำคุกตลอดชีวิตคำรับข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 1 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 53 จำคุก 37 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 37 ปี 6 เดือน 15 วัน ปรับ 500 บาท และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 679/2544 ของศาลจังหวัดขอนแก่น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 471/2542 ของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลยังมิได้มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ ริบของกลางทั้งหมด จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 ประกอบด้วยมาตรา 80 จำคุก 2 ปี ลดโทษหนึ่งในสี่แล้ว จำคุก 1 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษความผิดกระทงอื่นแล้ว รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน 15 วัน ปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอนับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่679/2544 ของศาลจังหวัดขอนแก่น คืนอาวุธปืนขนาด .38 และกระสุนปืนขนาด .38 ของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 1 ซึ่งขับรถยนต์เก๋งมีจำเลยที่ 2 นั่งมาด้วยกันในรถฝ่าด่านตรวจค้นไป มาดำเนินคดีหลายข้อหา ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานขับรถยนต์โดยไม่มีใบอนุญาตและขับรถฝ่าฝืนสัญญาณจราจร โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นอันยุติ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือไม่ โจทก์นำสืบว่าบริเวณที่เกิดเหตุเป็นสี่แยกถนนสายหล่มสัก - พิษณุโลก ซึ่งเป็นถนนสายหลักเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดตัดกับถนนสายบ้านน้ำชุน - บ้านน้ำก้อ ขณะเกิดเหตุเป็นเวลา 20.20 นาฬิกา มีแสงสว่างจากไฟฟ้าสาธารณะข้างทางและไฟนีออนที่แผงไฟจราจรซึ่งนำไปตั้งขวางทางที่กลางสี่แยกส่องสว่างมองเห็นได้ในระยะ 150 เมตร ร้อยตำรวจโทบุญเลิศ ผู้เสียหายเบิกความว่า มีเจ้าพนักงานตำรวจประมาณ 15 คน ยืนอยู่กลางถนนด้านหน้าห่างจากแผงไฟจราจรประมาณ 30 เมตร คอยให้สัญญาณเรียกให้รถยนต์ที่แล่นผ่านมาจอดที่ข้างทาง ส่วนผู้เสียหายและเจ้าพนักงานตำรวจอีก 2 คน ยืนอยู่ด้านหลังแผงไฟจราจรห่างประมาณ 3 เมตร คอยให้สัญญาณเรียกให้รถที่ผ่านจุดแรกมาจอดเพื่อตรวจค้นอีกครั้งหนึ่ง จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์เก๋งสีขาวมีจำเลยที่ 2 นั่งมาในรถแล่นผ่านมาด้วยความเร็วประมาณ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงถึงจุดเจ้าพนักงานตำรวจชุดแรกยืนอยู่ลักษณะชะลอความเร็วรถลงแต่ไม่จอดข้างทาง ผู้เสียหายจึงออกไปที่กลางถนนให้สัญญาณมือและสัญญณกหวีดเรียกให้หยุดขณะรถจำเลยที่ 1 อยู่ห่างประมาณ 10 เมตร จำเลยที่ 1 ยังไม่หยุดรถเพียงชะลอความเร็วรถลงเมื่อขับเข้ามาใกล้ระยะห่างจากผู้เสียหายประมาณ 3 เมตร กลับเร่งความเร็วรถขับพุ่งตรงมาที่ผู้เสียหายซึ่งยืนอยู่ที่กลางถนนคนเดียว ผู้เสียหายต้องกระโดดหลบรถเข้าข้างทางแล้วจำเลยที่ 1 ขับรถหลบหนี ผู้เสียหายกับพวกจึงนำรถยนต์ออกแล่นติดตามไปพบรถยนต์จำเลยที่ 1 จอดอยู่บริเวณหน้าห้องน้ำในสถานีบริการน้ำมันห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 1 กิโลเมตร จับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมอาวุธปืนของกลาง แต่ผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าสถานีบริการน้ำมันดังกล่าวอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 500 เมตร และเบิกความตอบโจทก์ถามติงว่า แผงไฟจราจรสามารถมองเห็นได้ในระยะ 500 เมตร ส่วนพันตำรวจโทธีรพงษ์ ประจักษ์พยานผู้ร่วมจับกุมอีกปากหนึ่งเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์มาถึงที่เกิดเหตุด้วยความเร็วประมาณ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เจ้าพนักงานตำรวจให้สัญญาณนกหวีดเรียกให้หยุด จำเลยที่ 1 ไม่ยอมหยุด ขณะนั้นผู้เสียหายยืนอยู่ท้ายด่านห่างจากพยานประมาณ 8 เมตร ได้ออกมายืนขวางทางเดินรถเพื่อให้หยุดรถ จำเลยที่ 1 กลับขับรถแล่นเข้าหาผู้เสียหายกับพวกโดยไม่ยอมหยุดรถ ผู้เสียหายกระโดดออกจากช่องเดินรถและจำเลยที่ 1 ขับรถแล่นเลยด่านหลบหนี พยานกับพวกนำรถยนต์ออกแล่นติดตามไปจับกุมจำเลยทั้งสองได้ที่บริเวณห้องน้ำในสถานีบริการน้ำมัน บันทึกการจับกุมซึ่งจัดทำขึ้นในวันเกิดเหตุมีข้อความระบุว่า เจ้าพนักงานตำรวจที่ด่านตรวจให้สัญญาณมือเพื่อให้หยุดรถจำเลยที่ 1 ไม่หยุดขับรถพุ่งผ่านด่านด้วยความรวดเร็ว เจ้าพนักงานตำรวจยืนขวางทางรถให้สัญญาณนกหวีดยาวให้หยุดรถทันที จำเลยที่ 1 ไม่หยุดขับรถพุ่งเข้าใส่อีก เจ้าพนักงานตำรวจต้องพากันหลบเข้าข้างทาง ส่วนผู้เสียหายยืนอยู่เกือบสุดจุดตรวจออกมายืนขวางให้สัญญาณหยุดรถ จำเลยที่ 1 ยังคงขับรถพุ่งเข้าใส่อีกผู้เสียหายต้องกระโดดหลบเข้าข้างทาง หากผู้เสียหายกับพวกไม่กระโดดหลบต้องได้รับอันตรายถึงชีวิต เพราะจำเลยที่ 1 ขับรถพุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็ว เห็นได้ว่าพยานโจทก์แตกต่างขัดแย้งกันเองเป็นพิรุธจึงมีน้ำหนักรับฟังน้อย อย่างไรก็ดีจำเลยที่ 2 ให้การในชั้นสอบสวนในวันรุ่งขึ้นจากวันเกิดเหตุว่า จำเลยที่ 1 ขับรถมาด้วยความเร็วประมาณ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อมาถึงเห็นด่านเจ้าพนักงานตำรวจที่เกิดเหตุได้ลดความเร็วลงเหลือ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตรงตามคำเบิกความของผู้เสียหาย น่าเชื่อว่าขณะมาถึงด่านบริเวณที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความเร็วประมาณ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แล้วชะลอความเร็วลงอีกแต่ไม่ยอมจอดรถข้างทางโดยขับรถผ่านเจ้าพนักงานตำรวจชุดแรกที่ยืนอยู่บริเวณก่อนถึงแผงไฟจราจรไป เมื่อผู้เสียหายเห็นเหตุการณ์ออกมายืนขวางที่กลางถนนเรียกให้หยุดจำเลยที่ 1 ยังไม่หยุดรถเพียงชะลอความเร็วรถลงอีก เมื่อขับถึงระยะห่างผู้เสียหายประมาณ 3 เมตร จึงเร่งความเร็วรถพุ่งตรงมาทางที่ผู้เสียหายยืนอยู่จนผู้เสียหายต้องกระโดดหลบเข้าข้างทางดังที่ผู้เสียหายเบิกความ เห็นได้ว่าจากลักษณะการขับรถของจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้ขับรถด้วยความเร็วสูงพุ่งเข้าชนผู้เสียหายแต่แรก แต่ชะลอความเร็วรถลงต่ำกว่า 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแล้ว เพื่อมาเร่งความเร็วรถเมื่อรถอยู่ห่างจากผู้เสียหายเพียงประมาณ 3 เมตร ทั้งจำเลยที่ 1 มิได้หักรถเลี้ยวแล่นไล่ตามเพื่อจะพุ่งชนผู้เสียหายแต่อย่างใด ส่อแสดงว่าจำเลยที่ 1 มิได้มุ่งประสงค์จะขับรถพุ่งเข้าชนผู้เสียหายด้วยเจตนาฆ่า แต่จำเลยที่ 1 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า มีเจ้าพนักงานตำรวจคนหนึ่งมายืนขวางรถกางมือลักษณะเรียกให้หยุดรถเป็นการเจือสมพยานโจทก์ข้อเท็จจริงได้ความจากคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสอง บันทึกการจับกุม บันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ และคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกสมคิด พนักงานสอบสวนว่า เมื่อรถมาถึงด่านตรวจที่เกิดเหตุ จำเลยทั้งสองถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเพราะจำเลยที่ 2 มีอาวุธปืนพกไม่มีทะเบียน 2 กระบอก พร้อมกระสุนปืนอยู่ในรถ จำเลยที่ 1 ขับรถผ่านด่านจุดตรวจไปมีผู้เสียหายวิ่งมาขวางหน้ารถ จำเลยที่ 1 ขับรถพุ่งเข้าหาผู้เสียหายจนผู้เสียหายต้องกระโดดหลบแล้วจำเลยที่ 1 ขับรถหลบหนีไป ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นได้ว่า รถที่จำเลยที่ 1 ขับอาจเฉี่ยวชนผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ ไม่เป็นความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาโจทก์ที่ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำเลยในคดีอื่นนั้นตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องลงวันที่ 17 ตุลาคม 2545 โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเฉพาะในส่วนคำขอท้ายฟ้องหน้าที่ 5 บรรทัดที่ 5 ต่อจาก "ริบของกลางทั้งหมด" เพิ่มเติมว่า "นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 679/2544 ของศาลจังหวัดขอนแก่นและนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 471/2542 ของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์" เท่านั้น นอกจากที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวโจทก์ยังคงฟ้องเดิมไว้ทุกประการ จึงต้องถือว่าคำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีที่ขอให้นับโทษต่อ แม้จะระบุคำขอท้ายฟ้องให้นับโทษต่อก็เป็นคำขอที่ไม่มีข้อเท็จจริงในคำฟ้องเพราะคำฟ้องมิได้บรรยายไว้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่ขอให้นับโทษต่อ ข้อความที่โจทก์ระบุมาในคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องอื่นที่มิได้ระบุว่าขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องในส่วนดังกล่าวเป็นเพียงคำอธิบายและเหตุผลของโจทก์ในการขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง ไม่อาจถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการบรรยายมาในคำฟ้องโจทก์แล้ว โจทก์จะขอให้ถือเอาคำขอท้ายฟ้องซึ่งมีข้อเท็จจริงนอกเหนือไปกว่าที่กล่าวไว้ในฟ้องไปนับโทษติดต่อกันเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกคำขอนับโทษต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 679/2544 ของศาลจังหวัดขอนแก่นนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3270/2552 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหล่มสัก โจทก์ นายไสว ดีทอง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหล่มสัก · จำเลย - นายไสว ดีทอง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุรภพ ปัทมะสุคนธ์ · สิริรัตน์ จันทรา · ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1837/2531ฎีกา 9026/2553ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 9647/2557ฎีกา 4180/2548ฎีกา 8080/2538ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1715/2545ฎีกา 5598/2540ฎีกา 6355/2544ฎีกา 531/2510ฎีกา 628/2493ฎีกา 647/2563ฎีกา 8297/2540ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 8833/2554ฎีกา 239/2484ฎีกา 960/2559
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ