⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2803/2554

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2803/2554

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การใช้สายลับล่อซื้อยาเสพติดโดยเจ้าพนักงานตำรวจเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานที่ชอบด้วยกฎหมายตามอำนาจหน้าที่ และพยานหลักฐานที่ได้มาจากการล่อซื้อนั้นสามารถรับฟังได้

ย่อคำพิพากษา

การใช้สายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนเป็นเพียงการกระทำเท่าที่จำเป็นและสมควรในการแสวงหาพยานหลักฐานในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามตามอำนาจใน ป.วิ.อ. มาตรา 2 (10) ชอบที่เจ้าพนักงานตำรวจจะกระทำได้เพื่อให้ได้โอกาสจับกุมจำเลยทั้งสามพร้อมด้วยพยานหลักฐาน อันเป็นเพียงวิธีการพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสาม ไม่เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ จึงไม่ต้องห้ามมิให้รับฟังพยานหลักฐานของโจทก์ที่เกิดจากการใช้สายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน ป.วิ.อ. มาตรา 16 กำหนดให้อำนาจเจ้าพนักงานตำรวจในการที่จะปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไว้ว่าต้องเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับทั้งหลายอันว่าด้วยอำนาจและหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจนั้นๆ พ.ร.ฎ.แบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2548 มาตรา 4 กำหนดให้มีกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดเป็นส่วนราชการหนึ่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และมาตรา 5 กำหนดให้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายอื่นอันเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับความผิดทางอาญาทั่วราชอาณาจักร กับมีการออกกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2548 ข้อ 1 กำหนดให้มีกองบังคับการสอบสวนเป็นส่วนราชการหนึ่งในกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และข้อ 2 กำหนดให้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับความผิดทางอาญาทั่วราชอาณาจักร แสดงว่ากองบังคับการสอบสวน กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด มีอำนาจสอบสวนความผิดข้างต้นทั่วราชอาณาจักร ดังนั้น พนักงานสอบสวน กองบังคับการสอบสวน กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด จึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้โดยชอบ ไม่ขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 18 การสอบสวนคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.18 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.226 พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2548 ม.4 พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2548 ม.5 พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ม.10

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83 เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามกฎหมาย และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1404/2548 และ 1690/2548 ของศาลจังหวัดลพบุรี เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ด้วย ริบของกลาง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ที่จำเลยทั้งสามร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเป็นจำนวนเดียวกัน การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ส่วนที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 เนื่องจากศาลลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิตแล้วจึงเพิ่มโทษอีกไม่ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 33 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 666,666 บาท บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1404/2548 และ 1690/2548 ของศาลจังหวัดลพบุรี เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ รวมจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 34 ปี 4 เดือน และปรับ 666,666 บาท ริบของกลาง หากไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับจำเลยที่ 1 คดีเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์แห่งคดีปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เป็นผู้นำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งมอบให้แก่ดาบตำรวจอนันต์และสายลับผู้ล่อซื้อ และจำเลยที่ 2 และที่ 3 คอยรับเงินที่ได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์เกิดขึ้นจากการใช้สายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ ต้องห้ามมิให้รับฟังนั้น เห็นว่า การใช้สายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนเป็นเพียงการกระทำเท่าที่จำเป็นและสมควรในการแสวงหาพยานหลักฐานในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามตามอำนาจในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (10) ชอบที่เจ้าพนักงานตำรวจจะกระทำได้เพื่อให้ได้โอกาสจับกุมจำเลยทั้งสามพร้อมด้วยพยานหลักฐาน อันเป็นเพียงวิธีการพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสาม ไม่เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ จึงไม่ต้องห้ามมิให้รับฟังพยานหลักฐานของโจทก์ที่เกิดจากการใช้สายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เหตุคดีนี้เกิดที่อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจกองบังคับการปราบปรามจับกุมจำเลยทั้งสามแล้ว ต้องส่งตัวจำเลยทั้งสามให้พนักงานสอบสวนท้องที่เกิดเหตุดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรคหนึ่ง แต่ไม่ปฏิบัติ การสอบสวนคดีนี้จึงมิชอบนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 16 กำหนดให้อำนาจเจ้าพนักงานตำรวจในการที่จะปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไว้ว่า ต้องเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับทั้งหลายอันว่าด้วยอำนาจและหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจนั้นๆ สำหรับคดีนี้ เจ้าพนักงานตำรวจกองบังคับการปราบปรามจับจำเลยทั้งสามแล้ว ส่งตัวจำเลยทั้งสามให้พนักงานสอบสวน กองบังคับการสอบสวน กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดทำการสอบสวน และในขณะสอบสวนมีพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 10 กำหนดให้การแบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นกองบัญชาการ ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา และการแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการให้ออกเป็นกฎกระทรวง และให้กำหนดอำนาจหน้าที่ไว้ในพระราชกฤษฎีกาหรือกฎกระทรวงนั้น แล้วแต่กรณี ซึ่งมีการตราพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2548 มาตรา 4 กำหนดให้มีกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดเป็นส่วนราชการหนึ่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และมาตรา 5 กำหนดให้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายอื่นอันเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับความผิดทางอาญาทั่วราชอาณาจักร กับมีการออกกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2548 ข้อ 1 กำหนดให้มีกองบังคับการสอบสวนเป็นส่วนราชการหนึ่งในกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และข้อ 2 กำหนดให้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับความผิดทางอาญาทั่วราชอาณาจักร แสดงว่ากองบังคับการสอบสวน กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด มีอำนาจสอบสวนความผิดข้างต้นทั่วราชอาณาจักร ดังนั้น พนักงานสอบสวน กองบังคับการสอบสวน กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด จึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้โดยชอบ ไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 การสอบสวนคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2803/2554 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางดวงใจหรือขาว จันทร์ขาว กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นางดวงใจหรือขาว จันทร์ขาว กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สิริรัตน์ จันทรา · ธนฤกษ์ นิติเศรณี · สมยศ เข็มทอง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายสะสม สิริเจริญสุข · ศาลอุทธรณ์ - นายอาคม รุ่งแจ้ง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.5083/2551

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 880/2502ฎีกา 729/2489ฎีกา 4979/2541ฎีกา 300/2501ฎีกา 884/2497ฎีกา 1416-1418/2508ฎีกา 1149/2536ฎีกา 2470/2515ฎีกา 1998/2553ฎีกา 4519/2544ฎีกา 1915/2529ฎีกา 915/2478ฎีกา 2429/2551ฎีกา 2414/2551ฎีกา 1172/2510ฎีกา 3361/2536ฎีกา 5253/2549ฎีกา 1754-1755/2523ฎีกา 637/2481ฎีกา 1134/2550ฎีกา 386/2529ฎีกา 1214/2555ฎีกา 5459/2541ฎีกา 4168/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา