⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 876/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 876/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่พนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจสอบสวนตามกฎหมายได้ทำการสอบสวนไปแล้ว ย่อมไม่เสียไปเพราะเหตุแห่งการที่ระเบียบภายในของหน่วยงานกำหนดวิธีการบริหารงานที่แตกต่างออกไป

ย่อคำพิพากษา

ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 18 บัญญัติให้ข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตนได้ จำเลยฎีกาว่า การสอบสวนไม่ชอบเพราะ ร. เป็นพนักงานสอบสวนสัญญาบัตร 1 ซึ่งเป็นผู้สอบสวนประจักษ์พยานโจทก์ทั้งหมด แต่ระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดให้คดีที่มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป พนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจสอบสวนเป็นพนักงานสอบสวนสัญญาบัตร 3 นั้น เมื่อคดีนี้เหตุเกิดในเขตอำนาจของสถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่ที่ ร. ประจำอยู่ ร. จึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ ส่วนระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นระเบียบซึ่งกำหนดวิธีการบริหารภายในของราชการตำรวจ มิได้ทำให้อำนาจการสอบสวนที่กำหนดไว้ใน ป.วิ.อ. ต้องเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.18

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนซึ่งเป็นของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ลงโทษประหารชีวิต เมื่อรวมโทษทุกกระทงความผิดแล้ว คงให้ลงโทษประหารชีวิตเพียงสถานเดียว ริบปลอกกระสุนปืนและหัวกระสุนปืนของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุมีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงสิบเอกวินัย ผู้ตายที่ 1 และสิบโทอภิสิทธิ์ ผู้ตายที่ 2 โดยมีเจตนาฆ่า กระสุนปืนถูกอวัยวะสำคัญหลายแห่งของผู้ตายทั้งสอง เป็นเหตุให้ผู้ตายทั้งสองถึงแก่ความตาย สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืน ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ นายธงชัยให้การต่อพนักงานสอบสวน หลังเกิดเหตุเพียง 1 วัน นายธงชัยยืนยันว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสอง นายธงชัยรู้จักจำเลยมาก่อน โดยเคยร่วมดื่มสุรากับจำเลย 2 ถึง 3 ครั้ง ทั้งยังทราบว่าจำเลยทำงานอยู่ในบริษัทเซาท์เทิร์นสตีล จำกัด ขณะเกิดเหตุไม่มีสิ่งใดปิดบังใบหน้าจำเลย ถึงแม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนแต่มีแสงสว่างจากไฟฟ้าทั้งภายในบริเวณร้านที่เกิดเหตุและจากเสาไฟฟ้าริมถนนส่องสว่างทำให้มองเห็นภายในบริเวณที่เกิดเหตุได้ชัดเจน และถึงแม้นายธงชัยมีอาการเมาสุรา แต่เมื่อเกิดเหตุแล้วนายธงชัยสามารถขับรถยนต์ไปส่งนายประทีปได้ ย่อมแสดงว่านายธงชัยมีสติตามสมควรเพียงพอที่จะมองเห็น สังเกตและจดจำได้ นอกจากนั้นหลังจากที่ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนไป ต่อมาอีกเพียง 2 วัน นายธงชัยก็ยังให้การเพิ่มเติมต่อพนักงานสอบสวนว่า ภาพถ่ายของจำเลยที่พนักงานสอบสวนให้ดูเป็นภาพถ่ายคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสอง ความข้อนี้นายธงชัยได้เบิกความในชั้นพิจารณาว่า นายธงชัย เขียนข้อความด้วยตนเองและลงลายมือชื่อไว้ในภาพถ่ายของจำเลยว่า ข้าฯขอยืนยันว่าบุคคลในสำเนาภาพถ่ายนี้เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงนายวินัย และนายอภิสิทธิ์ ที่ร้านเจ๊วิมคาราโอเกะถึงแก่ความตายจริง การที่นายธงชัยให้การต่อพนักงานสอบสวนภายใน 1 วัน หรือ 3 วัน หลังจากเกิดเหตุเป็นการให้การเกือบจะในทันที ภาพเหตุการณ์ยังปรากฏในความทรงจำชัดเจนต่อเนื่องเป็นลำดับ มีรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก คำให้การมีเหตุผลมีลักษณะเป็นกลางยังไม่มีปัจจัยภายนอกแทรกซ้อนกดดันให้ต้องใคร่ครวญปรับแต่งคำให้การให้ผิดเพี้ยนไปจากความรู้เห็นเหตุการณ์จริง ไม่มีสิ่งบอกเหตุว่าเป็นการใส่ร้ายปรักปรำจำเลยแต่ประการใด น่าเชื่อว่าเป็นการให้การไปตรงตามความเป็นจริงตามที่นายธงชัยรู้เห็นด้วยตนเอง เมื่อรับฟังอย่างระมัดระวังตามเหตุผลที่ได้วินิจฉัยมาดังกล่าวแล้ว คำให้การชั้นสอบสวนของนายธงชัยมีความน่าเชื่อถือยิ่งกว่าคำเบิกความของนายธงชัยในชั้นพิจารณาซึ่งเบิกความหลังเกิดเหตุเป็นเวลานานหลายปี จนกระทั่งนายประทีป พยานคู่กับนายธงชัยได้ถึงแก่ความตายแล้ว เวลาที่ผ่านไปนานเช่นนี้ย่อมมีปัจจัยอื่นแทรกแซงกดดันให้นายธงชัยเบิกความเบี่ยงเบนไปจากที่ตนรู้เห็นตามความเป็นจริงเพื่อช่วยเหลือจำเลยให้พ้นผิด เนื่องจากจำเลยเป็นพวกของนายสงบ และนายธงชัยกับนายประทีปก็เป็นพวกเดียวกับนายสงบ เมื่อนายประทีปถึงแก่ความตายในภายหลังจึงเบี่ยงเบนให้เรื่องตกแก่นายประทีป ส่วนคำให้การของนายประทีปในชั้นสอบสวน กระทำขึ้นหลังจากเกิดเหตุเพียง 4 วัน นายประทีปย่อมจดจำเหตุการณ์ได้ดี คำให้การของนายประทีปยืนยันว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสองสอดคล้องกับคำให้การของนายธงชัย ถึงแม้คำให้การชั้นสอบสวนของนายธงชัยและนายประทีปเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อพิจารณาโดยละเอียดแล้วนายธงชัยกับนายประทีปอยู่ในเหตุการณ์โดยตลอด ตามสภาพที่เป็นจริงนายธงชัยและนายประทีปย่อมมองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนโต๊ะอาหาร เนื่องจากนายธงชัย นายประทีป นายสงบ จำเลยกับผู้ตายทั้งสองนั่งอยู่ในโต๊ะเดียวกัน คำให้การของบุคคลทั้งสองสอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญ เมื่อพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์ของจำเลยที่หลบหนีไปทันทีเจ้าพนักงานตำรวจติดตามเป็นเวลานานหลายปีจึงสามารถจับกุมจำเลยได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสองถึงแก่ความตายจริง ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ ถึงแม้จะได้ความจากคำให้การนายประทีปว่านายประทีปเชื่อว่าการที่จำเลยยิงผู้ตายที่ 1 น่าจะมาจากสาเหตุที่นายสงบกับผู้ตายที่ 1 เคยมีมูลกันมาก่อนและใช้ให้จำเลยยิงโดยน่าที่จะมีการนัดแนะให้มาพบกัน เมื่อสบโอกาสจำเลยจึงใช้อาวุธปืนที่เตรียมมาและมีการขึ้นลำก่อนยิง แต่โจทก์มิได้นำสืบพยานหลักฐานให้ปรากฏว่าจำเลยวางแผนหรือตระเตรียมการเพื่อฆ่าผู้ตายทั้งสองอย่างไรอันจะเป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยไตร่ตรองไว้ก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยมานั้นเป็นเพียงคาดคะเนว่าจำเลยตระเตรียมการหรือวางแผนฆ่าผู้ตายทั้งสองเท่านั้น พยานหลักฐานของโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยฆ่าผู้ตายทั้งสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ที่จำเลยฎีกาว่า การสอบสวนคดีนี้ไม่ชอบเพราะร้อยตำรวจตรีโชคทวี เป็นพนักงานสอบสวนสัญญาบัตร 1 ซึ่งเป็นผู้สอบสวนประจักษ์พยานโจทก์ทั้งหมด แต่ระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดให้คดีที่มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป พนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจสอบสวนเป็นพนักงานสอบสวนสัญญาบัตร 3 เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 บัญญัติให้ข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตนได้ คดีนี้เหตุเกิดในเขตอำนาจของสถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่ ร้อยตำรวจตรีโชคทวีจึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ ส่วนระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นระเบียบซึ่งกำหนดวิธีการบริหารภายในของราชการตำรวจ มิได้ทำให้อำนาจการสอบสวนที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต้องเปลี่ยนแปลงไปฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ยกฟ้องข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษฐานอื่นมารวมได้ คงให้จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 876/2555 พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา โจทก์ นายชัยวัฒน์ อรรถรัฐ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา · จำเลย - นายชัยวัฒน์ อรรถรัฐ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช · สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร · มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสงขลา - นางสาวภูษิตา หล้าหลี · ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.7281/2552

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 300/2501ฎีกา 649-650/2486ฎีกา 1915/2529ฎีกา 9239/2547ฎีกา 13537/2553ฎีกา 1093/2482ฎีกา 1401/2519ฎีกา 236/2518ฎีกา 1754-1755/2523ฎีกา 1103-1104/2496ฎีกา 825/2486ฎีกา 286-287/2491ฎีกา 4591/2553ฎีกา 1272-1273/2494ฎีกา 5982/2550ฎีกา 1742/2520ฎีกา 471/2488ฎีกา 1340/2492ฎีกา 2803/2554ฎีกา 2670/2535ฎีกา 1010/2508ฎีกา 105/2534ฎีกา 2994/2536ฎีกา 1264/2481
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา