คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1112/2497
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การซ่อนเร้นหรือทำลายทะเบียนสมรสไม่เป็นความผิดฐานซ่อนเร้นหรือทำลายหนังสือสำคัญตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 228 เนื่องจากทะเบียนสมรสไม่ใช่หนังสือสำคัญตามความหมายของมาตรา 6(20)
ย่อคำพิพากษา
ทะเบียนการสมรสไม่ใช่หนังสือสำคัญตามความหมายของมาตรา 6(20) ดังนั้นการซ่อนเร้นหรือทำลายทะเบียนสมรสจึงไม่เป็นความผิดฐานซ่อนเร้น หรือทำลายหนังสือสำคัญตามกฎหมายลักษณะอาญา ม.228
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีนี้ โจทย์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองสมคบกันทำผิดกฎหมายหลายบทหลายกะทงต่างกรรมต่างวาระกันคือ
ก. จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นปลัดอำเภอดุสิตมีหน้าที่รับจดทะเบียนการสมรส ได้บังอาจปลอมหลักฐานหรือใบสำคัญการสมรสระหว่างโจทก์กับนายพันตำรวจศรีธนู ชูประเทศ อันเป็นหนังสือสำคัญราชการแสดงความสมบูรณ์ในการสมรส กระทำให้โจทก์หลงเชื่อและใช้เป็นหนังสือสำคัญ แสดงการสมรสที่แท้จริง จำเลยที่ ๑ ได้ออกใบสำคัญการสมรสและใบรับเงินค่าจดทะเบียนการสมรสนอกสำนักให้โจทก์ยึดถือไว้
ข. ในวันเวลาเดียวกับข้อ ก. จำเลยทั้งสองได้สมคบกันกระทำการซ่อนเร้นหรือทำลายใบสำคัญหรือหลักฐานการสมรสซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้กระทำปลอมขึ้นและอยู่ในสมุดทะเบียนสมรสของอำเภอดุสิต โดยลักษณะอันทำให้โจทก์รับความเสียหายและต่อมานายพันตำรวจตรีธนู ได้ปฏิเสธการสมรสของโจทก์ โดยอ้างว่ามิได้จดทะเบียนสมรสกับโจทก์ ขอให้ลงโทษตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา ๒๒๓-๒๒๔-๒๒๘-๒๒๙-๒๓๐ และ ๖๓
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธว่ามิได้ทำผิดจำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้ว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์กับนายพันตำรวจตรีธนู ได้มีขึ้จริง โดยจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าหน้าที่ในฐานกรมการอำเภอ แต่ได้กรอกรายการสมรสของคู่สมรสแต่ฝ่ายหญิง เพราะฝ่ายชายมิได้ฉีกทะเบียนสมรส แต่ได้ทราบภายหลังว่าทะเบียนสมรสได้ถูกฉีกไป
ศาลชั้นต้นฟังว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์และนายพันตำรวจตรีธนู ได้ทำกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าหน้าที่เป็นผู้ทำไม่ใช่กรณีทำปลอมทะเบียนสมรสหรือออกใบคู่มือสมรสปลอมอย่างไรจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานปลอมหนังสือตามฟ้องโจทก์ แต่จำเลยที่๑ ได้ฉีกทะเบียนสมรสนั้นเสีย จึงมีความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา ๒๒๔-๒๒๘ พิพากษาให้จำคุกไว้ ๘ เดือน ส่วนจำเลยที่ ๒ หลักฐานโจทก์ยังไม่พอฟังว่าได้ทำผิด ให้ยกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ให้หนักกว่าที่ศาลชั้นต้นวางมาและขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ ฐานสมคบกับจำเลยที่ ๑ ในการฉีกทะเบียนสมรสด้วย
จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง
คงมีปัญหามาสู่ศาลอุทธรณ์ ฉะเพาะความผิดในการฉีกทะเบียนสมรสตาม ก.ม.อาญา ม.๒๒๘ ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๔ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า หากจะฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยสมคบกันอีกทะเบียนสมรสจริงก็ไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๒๒๘ เพราะทะเบียนสมรสไม่ใช่หนังสือสำคัญตามบทวิเคราะห์แห่งมาตรา ๖ (๒๐) และไม่ใช่หนังสือพินัยกรรม พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์ฎีกา ขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ตาม ม.๒๒๘ และขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ ฐานสมคบกับจำเลยที่ ๑ ด้วย
ศาลฎีกาเห็นว่า ทะเบียนสมรสไม่ใช่หนังสือสำคัญตามความหมายของมาตรา ๖ (๒๐) ดังนั้นการซ่อนเร้นหรือทำลายทะเบียนสมรสจึงไม่เป็นความผิดฐานซ่อนเร้นหรือทำลายหนังสือสำคัญตามกฎหมายลักษณะอาญา ม.๒๒๘ พิพากษายืนให้ยกฎีกาโจทก์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1112/2497
นางเจริญ โอกศักดิ์ โจทก์
นายธดล ดุลยประศาสน์ที่ 1, นางธูศรี พรประสิทธิ์ที่ 2, จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางเจริญ โอกศักดิ์ · จำเลย - นายธดล ดุลยประศาสน์ที่ 1, นางธูศรี พรประสิทธิ์ที่ 2, |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ประศาสน์วินิจฉัย · มนูภันย์วิมลสาร · พิบูลย์ไอศวรรย์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลอาญา - หลวงบริหารพินิจฉยกิจ · ศาลอุทธรณ์ - หลวงสุธรรมสุวัตร์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา