⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 36/2521

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 36/2521

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* สัญญาเช่าช่วงเหมืองแร่ไม่ตกเป็นโมฆะและพ้นวิสัย แม้จะมีการห้ามรับช่วงทำเหมืองตามกฎหมาย แต่สามารถขออนุญาตจากรัฐมนตรีได้ * ผู้เป็นหุ้นส่วนผู้ทำสัญญาให้เช่าช่วงทำเหมืองสามารถฟ้องร้องคู่สัญญาได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากหุ้นส่วนอื่น * สัญญาที่ผู้ได้รับประทานบัตรทำเหมืองแร่จ้างผู้อื่นผลิตแร่โดยจ่ายผลประโยชน์เป็นรายเดือน ถือเป็นสัญญาเช่าช่วงเหมืองแร่ ไม่ใช่สัญญาจ้างทำของ * ผู้ให้เช่าจะเรียกค่าเช่าได้เฉพาะเนื้อที่เหมืองแร่ที่ส่งมอบให้ผู้เช่าสามารถผลิตแร่ได้จริงเท่านั้น * การที่ผู้ให้เช่าไม่ทักท้วงเมื่อผู้เช่าชำระค่าเช่าล่าช้า และยอมให้ผ่อนเวลาชำระค่าเช่า ถือเป็นการตกลงแก้ไขสัญญาเดิม * ผู้

ย่อคำพิพากษา

พระราชบัญญัติการทำเหมืองแร่ พ.ศ. 2461 ที่ใช้ในขณะทำสัญญามิได้ห้ามการให้เช่าช่วงเหมืองแร่ต่อมา พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 76 ห้ามรับช่วงทำเหมือง แต่มิได้ห้ามเด็ดขาด อาจรับอนุญาตจากรัฐมนตรีได้ จึงอาจบังคับตามสัญญาได้ ไม่ตกเป็นโมฆะและพ้นวิสัย ผู้เป็นหุ้นส่วนผู้ทำสัญญาให้เช่าช่วงทำเหมืองฟ้องคู่สัญญาได้ไม่ต้องรับอนุญาตจากหุ้นส่วนอื่น สัญญาซึ่งผู้ได้รับประทานบัตรทำเหมืองแร่จ้างจำเลยรับเหมาให้จำเลยผลิตแร่ได้โดยจำเลยผู้รับจ้างจะชำระผลประโยชน์แก่โจทก์ผู้ว่าจ้างเป็นรายเดือน ดังนี้ ไม่ใช่สัญญาจ้างทำของ แต่เป็นสัญญาเช่าช่วงเหมืองแร่ ผู้ให้เช่าทำเหมืองเนื้อที่ 71 ไร่ แต่ส่งมอบเหมืองจริงเพียง 37 ไร่ ผู้ให้เช่าเรียกค่าเช่าได้เพียงเท่าเนื้อที่ที่ให้เช่าผลิตแร่ได้จริงเท่านั้น ศาลลดค่าเช่าลงครึ่งหนึ่งของจำนวนที่ตกลงกัน กำหนดชำระค่าเช่าเหมืองแร่ไว้ แต่เมื่อล่วงเลยไปแล้วผู้ให้เช่า ก็ไม่ทักท้วง แต่ให้ผู้เช่าผ่อนเวลาชำระค่าเช่า ผู้ให้เช่าคิดดอกเบี้ยในค่าเช่าที่ค้างฐานผิดนัดแต่ละเดือนไม่ได้ ศาลคิดให้ตั้งแต่วันบอกกล่าวให้ชำระค่าเช่าภายหลัง ทำสัญญาเช่าไว้แล้ว จำเลยนำสืบลดค่าเช่าเป็นข้อตกลงกันใหม่แก้ไขข้อสัญญาเดิม จำเลยนำสืบด้วยพยานบุคคลได้ ไม่ต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.113 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.204 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.372 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.466 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.537 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1033

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าเหมือง พิพากษาให้จำเลยใช้เงิน25,050 บาท กับดอกเบี้ยตั้งแต่วันบอกกล่าวผิดนัด ให้ส่งมอบเหมืองกับแร่ที่ขุดได้แก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ให้จำเลยชำระเงิน 125,000 บาท โจทก์จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อปี พ.ศ.2504โจทก์ได้ยื่นเรื่องราวขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ฟลูออไรท์ในเนื้อที่ประมาณ70 ไร่ โดยขอเช่าช่วงจากกรมทรัพยากรธรณี เจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรธรณีได้สำรวจรังวัดและได้รวมเรื่องราวดังกล่าวแล้วอนุญาตให้โจทก์ทำเหมืองแร่ได้ในเนื้อที่ประมาณ 40 ไร่ คือเหมืองแร่พิพาท ต่อมาเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน2508 โจทก์จำเลยได้ทำสัญญาจ้างเหมาผลิตแร่ฟลูออไรท์ในเหมืองแร่พิพาทโดยโจทก์เป็นผู้ว่าจ้าง จำเลยเป็นผู้รับจ้างตามรายละเอียดในสัญญาหมาย จ.3 โจทก์ได้รับอนุญาตให้ทำเหมืองแร่พิพาทชั่วคราวและได้มอบอำนาจให้จำเลยเข้าทำเหมืองแร่พิพาทตามสัญญาในปี พ.ศ. 2509 และโจทก์ได้รับประทานบัตรทำเหมืองแร่พิพาทในเนื้อที่เพียง 37 ไร่ 54 ตารางวา ตามประทานบัตรเลขที่ 10552/9175 สัญญาจ้างเหมาผลิตแร่ฟลูออไรท์รายนี้มีกำหนดเวลา 3 ปี และในการทำเหมืองแร่โจทก์เข้าหุ้นกับนายคำ วรรณกิละ นายกองใจ สุขระแหง และนายบรรเทิง สุวรรณโสภณ จำเลยได้ชำระเงินล่วงหน้าในการเข้ารับจ้างผลิตแร่ตามสัญญาข้อ 11 ซึ่งกำหนดไว้ 30,000 บาท ให้แก่โจทก์เพียง 5,000 บาท คงค้างอยู่ 25,000 บาท และเมื่อจำเลยทำเหมืองแร่ตามสัญญาแล้ว จำเลยไม่ได้ชำระเงินผลประโยชน์เดือนละ 10,000 บาท ตามสัญญาข้อ 7 ให้แก่โจทก์เลย ทั้งสัญญาหมาย จ.3 ก็สิ้นอายุแล้ว โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาหมาย จ.3 ไปยังจำเลยเพราะจำเลยผิดสัญญา ซึ่งจำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ใช่จำเลย และหุ้นส่วนอื่น ๆ ของโจทก์อีก 3 คนได้ทำสัญญาประนีประนอมลดเงินผลประโยชน์ในการทำเหมืองแร่ให้จำเลย และจำเลยได้ชำระเงินผลประโยชน์ส่วนที่เป็นของหุ้นส่วน 3 คน ดังกล่าวไปแล้ว คงต้องชำระให้แก่โจทก์เพียง 25,050 บาท ส่วนเงินค่าล่วงหน้านั้น โจทก์ไม่คิดเอาจากจำเลย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยมีดังนี้ 1. สัญญาหมาย จ.3 เป็นสัญญาเช่าช่วงทำเหมืองแร่พิพาทหรือไม่ 2. โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ 3. จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ 4. จำเลยเอาสัญญาประนีประนอมที่หุ้นส่วนอื่นของโจทก์ทำกับจำเลยลงวันที่ 12 เมษายน 2511 มายันโจทก์ได้หรือไม่ 5. หากจำเลยผิดสัญญาจำเลยต้องชำระเงินตามสัญญาหมาย จ.3ให้แก่โจทก์เพียงใด และต้องชำระดอกเบี้ยตั้งแต่เมื่อใด 6. ที่จำเลยนำสืบถึงประเด็นเรื่องโจทก์ลดเงินผลประโยชน์ลงเพราะเนื้อที่ผลิตแร่น้อยกว่าสัญญาและแร่มีน้อยทั้งมีเปอร์เซ็นต์ต่ำนั้น ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 หรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาจะได้พิจารณาต่อไปตามลำดับ ข้อแรกที่ว่าสัญญาหมาย จ.3 เป็นสัญญาเช่าช่วงทำเหมืองแร่พิพาทหรือไม่นั้น พิเคราะห์แล้ว คดีได้ความตามคำนายถวัลย์ เกรียงไกรสุข พยานโจทก์ประกอบจดหมายโต้ตอบระหว่างนายถวัลย์กับโจทก์ ซึ่งเป็นผู้ติดต่อกับโจทก์ตามที่โจทก์อ้างส่งศาลเป็นลำดับมาว่าเดิมจำเลยจะขอซื้อเหมืองแร่พิพาทจากโจทก์ แต่ตกลงราคากันไม่ได้ ต่อมาจำเลยจึงขอเช่า ในที่สุดโจทก์จึงตกลงให้จำเลยเช่าและได้ทำสัญญาหมาย จ.3 กันขึ้น พิจารณาข้อความในสัญญาหมาย จ.3 ข้อ 7 แล้วระบุชัดว่า ได้ตกลงให้จำเลยผู้รับจ้างชำระผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่โจทก์ผู้ว่าจ้างในการทำเหมืองแร่พิพาทเป็นรายเดือน เห็นได้ว่าเจตนาของคู่สัญญาคือโจทก์และจำเลยเป็นเรื่องตกลงเช่าช่วงเหมืองแร่พิพาทหาใช่จ้างเหมาผลิตแร่หรืออีกนัยหนึ่งเป็นสัญญาจ้างทำของไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่าสัญญาหมาย จ.3 ไม่ใช่สัญญาเช่าช่วงเหมืองแร่จึงฟังไม่ขึ้น ข้อ 2 ที่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่นั้น เมื่อฟังว่าสัญญาหมาย จ.3เป็นสัญญาเช่าช่วงเหมืองแร่พิพาท ปรากฏว่า โจทก์จำเลยได้ทำสัญญาหมาย จ.3 เมื่อปี พ.ศ. 2508 ซึ่งไม่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติเหมืองแร่พ.ศ. 2461 อันเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะทำสัญญากัน และแม้ต่อมาพระราชบัญญัติเหมืองแร่ พ.ศ. 2461 ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติแร่พ.ศ. 2510 และตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 76 จะได้ห้ามรับช่วงทำเหมืองแร่ก็ตาม แต่ตามมาตรา 76 และ 77 แห่งพระราชบัญญัติแร่ดังกล่าวก็มิได้ห้ามรับช่วงการทำเหมืองแร่โดยเด็ดขาด เพราะหากรัฐมนตรีอนุญาตก็ย่อมรับช่วงทำเหมืองแร่กันได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับตามสัญญาหมาย จ.3 ได้ หาเป็นโมฆะและเป็นการพ้นวิสัยที่จะบังคับกันได้ไม่ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นหุ้นส่วนคนหนึ่ง มีอำนาจฟ้องโดยหุ้นส่วนอื่นไม่ได้อนุญาตหรือไม่นั้นเห็นว่า โจทก์เป็นผู้เข้าทำสัญญาหมาย จ.3 โดยลำพังกับจำเลย โจทก์จึงเป็นคู่สัญญากับจำเลย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเกี่ยวกับสัญญาหมาย จ.3ที่ทำต่อกันไว้นั้นได้ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงฟังไม่ขึ้น ข้อ 3 ที่ว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่นั้นเห็นว่าศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยไม่ได้อุทธรณ์และแก้อุทธรณ์คัดค้านประเด็นข้อนี้แต่อย่างใด และศาลอุทธรณ์ก็ฟังว่า จำเลยผิดสัญญาดุจกัน ฉะนั้นจำเลยจะฎีกาว่า จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาหาได้ไม่ ข้อเท็จจริงต้องฟังว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ตกไป ข้อ 4 ที่ว่า จำเลยยกเอาสัญญาประนีประนอมที่หุ้นส่วนอื่น ๆ ของโจทก์ทำกับจำเลยลงวันที่ 12 เมษายน 2511 มายันโจทก์ได้หรือไม่นั้นเห็นว่าสัญญาประนีประนอมดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากกิจการทำเหมืองแร่พิพาทของจำเลยขาดทุน จำเลยจึงตกลงกับหุ้นส่วนอื่นของโจทก์มี นายดำ นายกองใจ และนายบรรเทิง ลดเงินผลประโยชน์ที่จำเลยจะต้องจ่ายตามสัญญาหมาย จ.3ลง และจำเลยได้จ่ายเงินผลประโยชน์ที่ลดลงแล้วให้แก่นายคำ นายกองใจ และนายบรรเทิง หุ้นส่วนของโจทก์ตามส่วนของจำนวนหุ้นไปแล้ว รวม 50,000 บาทเศษ พิเคราะห์สัญญาประนีประนอมข้อ 5 แล้ว ได้ระบุชัดว่า หุ้นของโจทก์ไม่เกี่ยวกับสัญญานี้ จำเลยเองก็นำสืบรับว่า การทำสัญญาประนีประนอมดังกล่าวโจทก์ไม่ได้มาด้วย โจทก์ก็นำสืบปฏิเสธความข้อนี้ ทั้งโจทก์ก็หาได้ลงชื่อในสัญญาประนีประนอมนั้นไม่ สัญญาประนีประนอมดังกล่าวจึงใช้ยันโจทก์ไม่ได้ จำเลยจะยกเอาสัญญาประนีประนอมดังกล่าวมาอ้างเพื่อไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ตามสัญญาหมาย จ.3 หาได้ไม่เมื่อจำเลยเป็นคู่สัญญาหมาย จ.3 กับโจทก์ และจำเลยผิดสัญญาแล้ว จำเลยจึงต้องชำระหนี้อันเกี่ยวกับสัญญาหมาย จ.3 ให้แก่โจทก์ ข้อ 5 ที่ว่า หากจำเลยผิดสัญญาจำเลยจะต้องชำระเงินให้โจทก์ตามสัญญาหมาย จ.3 เพียงใดนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังมาแล้วว่าจำเลยผิดสัญญา สำหรับเงินค่าผลประโยชน์ที่จำเลยผู้เช่าช่วงเหมืองแร่พิพาทต้องชำระให้แก่โจทก์ฐานผิดสัญญาเป็นรายเดือน เดือนละ 10,000 บาท ตามสัญญาข้อ 7 นั้น จำเลยไม่ได้ชำระให้โจทก์เลย เป็นระยะเวลา 16 เดือน เป็นเงิน360,000 บาท ซึ่งจำเลยจะต้องชำระให้โจทก์ทั้งหมดหรือไม่นั้น เห็นว่าตามสัญญาหมาย จ.3 นั้น จำเลยเช่าทำเหมืองแร่จากโจทก์ในเนื้อที่ 71 ไร่แต่เนื้อที่ตามประทานบัตรที่โจทก์ให้จำเลยทำเหมืองแร่จริงมีเพียง 37 ไร่54 ตารางวา ไม่ครบจำนวนตามสัญญา โจทก์จึงจะเรียกค่าเช่าเต็มตามจำนวนในสัญญาหาชอบไม่ โจทก์มีสิทธิได้รับค่าเช่าเพียงเท่าเนื้อที่ที่โจทก์ให้จำเลยเช่าผลิตแร่จริงเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดอัตราค่าเช่าให้จำเลยชำระให้โจทก์เพียงครึ่งหนึ่งของค่าเช่าตามสัญญาหมาย จ.3 คือ 130,000บาท นั้นเป็นการสมควรและเหมาะสมแล้ว ส่วนเงินค่าล่วงหน้าที่จำเลยต้องจ่ายให้โจทก์ในการผลิตแร่ทำนองเงินค่าตอบแทนตามสัญญาหมาย จ.3 ข้อ 11 จำนวน 30,000 บาท ที่จำเลยนำสืบว่า โจทก์ไม่เอาจากจำเลยนั้น เห็นว่าพยานจำเลยเบิกความลอย ๆ ถึงข้อนี้ ทั้งเบิกความแตกต่างกันและขัดต่อเหตุผลฟังไม่ได้ตามที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยละเอียดแล้ว ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฉะนั้นเมื่อจำเลยได้เข้าทำเหมืองแร่พิพาทตามสัญญาหมาย จ.3 แล้ว จำเลยจึงต้องจ่ายเงินล่วงหน้าตามสัญญาข้อ 11 จำนวน 30,000 บาทให้โจทก์ จำเลยจ่ายให้โจทก์ไปแล้ว 5,000 บาท คงเหลือต้องจ่ายให้โจทก์อีก 25,000 บาท สำหรับดอกเบี้ยที่โจทก์ฎีกาขอให้นับตั้งแต่วันผิดนัดชำระค่าเช่าแต่ละเดือนนั้น เห็นว่า เวลาที่จำเลยเริ่มทำเหมืองแร่นั้นล่วงเลยกำหนดตามสัญญาไปแล้ว โจทก์ก็ไม่ได้ทักท้วงและขอเลิกสัญญาเท่ากับว่า โจทก์ได้ผ่อนชำระค่าเช่าแต่ละเดือนให้แก่จำเลยเป็นลำดับมาโดยมิได้ถือกำหนดนัดแต่ละเดือนตามสัญญาหมาย จ.3 ข้อ 7 เป็นกำหนดแน่นอนต่อไปแล้ว ยิ่งกว่านั้นตามจดหมายที่จำเลยมีถึงโจทก์หมาย จ.11 ที่โจทก์อ้างส่งศาล จำเลยก็ยืนยันในจดหมายนั้นว่า โจทก์ได้ผ่อนผันการชำระเงินให้จำเลยแล้ว ฉะนั้น โจทก์จะคิดดอกเบี้ยโดยถือว่าจำเลยผิดนัดชำระค่าเช่าแต่ละเดือนตามกำหนดในสัญญาไม่ได้จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยในจำนวนเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ตั้งแต่วันที่โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยชำระ ซึ่งเป็นวันผิดนัดคือตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2512 เป็นต้นไป ที่ศาลอุทธรณ์หักเงิน 5,000 บาทจากเงินค่าเช่าที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์และไม่พิพากษาให้จำเลยชำระเงินล่วงหน้า 25,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ข้อ 6 ที่ว่า จำเลยนำสืบประเด็นเรื่องลดเงินผลประโยชน์ตามสัญญาลง เพราะเนื้อที่ที่ผลิตแร่น้อยกว่าสัญญาและแร่มีน้อยทั้งมีเปอร์เซ็นต์ต่ำ เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารหมาย จ.3 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 นั้น เห็นว่า ข้อนำสืบของจำเลยดังกล่าว เป็นการนำสืบว่า คู่สัญญาตกลงกันใหม่เพื่อแก้ไขข้อตกลงในสัญญาเดิม จำเลยจึงชอบที่จะนำพยานบุคคลมาสืบได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 94 ดังกล่าว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นว่าให้จำเลยชำระเงินค่าเช่า 130,000 บาท กับเงินล่วงหน้าอีก 25,000 บาทให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกา ให้เป็นพับกันไปทั้งสองฝ่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์" ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 36/2521 นายประสาน ชาลาอาดิศัย หรือแจ่มจันทร์ โจทก์ จ.ส.ต.ประดิษฐ์ นันทมานพ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายประสาน ชาลาอาดิศัย หรือแจ่มจันทร์ · จำเลย - จ.ส.ต.ประดิษฐ์ นันทมานพ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชุ่ม สุนทรธัย · ไพโรจน์ ไวกาสี · กุศล บุญยืน
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4884/2543ฎีกา 1798/2506ฎีกา 10166/2539ฎีกา 3245/2534ฎีกา 6239/2551ฎีกา 2135/2518ฎีกา 548/2522ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1765/2492ฎีกา 1036/2506ฎีกา 5712/2541ฎีกา 888/2511ฎีกา 9188/2538ฎีกา 2657/2534ฎีกา 1593/2524ฎีกา 70/2518ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1776/2541ฎีกา 591/2513ฎีกา 1061/2511ฎีกา 3005/2541ฎีกา 1561-1562/2518ฎีกา 848/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา