⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1438/2527

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1438/2527

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อคดีอาญาได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว สิทธิของผู้เสียหายในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2525ขอให้ลงโทษจำเลยตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 12 กรกฎาคม 2525 ครั้นวันที่ 10มิถุนายน 2525 อัยการฟ้องจำเลยในความผิดกรรมเดียวกัน แต่ขอให้ลงโทษตาม มาตรา 391 จำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาปรับจำเลย การที่ศาลจะใช้ดุลพินิจสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันหรือไม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 33 ก็ต่อเมื่อปรากฏต่อศาลโดยศาลรู้เองหรือโดยโจทก์ยื่นคำร้องในระยะใดก่อนมีคำพิพากษาว่าอัยการและผู้เสียหายต่างฟ้องเรื่องเดียวกันหรือต่างศาลกัน เมื่อศาลไม่รู้ดังกล่าว และการกระทำความผิดของจำเลยตามที่ผู้เสียหายฟ้องได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้วในคดีที่อัยการเป็นโจทก์ สิทธิของผู้เสียหายที่เป็นโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.28 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า การกระทำความผิดกรรมเดียวกันนี้ พนักงานอัยการได้ฟ้องและศาลพิพากษาลงโทษจำเลย ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4) พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ทางพิจารณาข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2525 ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 และศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 12 กรกฎาคม 2525 ครั้นวันที่ 10 มิถุนายน 2525 พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดกรรมเดียวกันนี้ แต่ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 391 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับจำเลย 300 บาทตามสำนวนของศาลจังหวัดนครราชสีมา (อำเภอบัวใหญ่) คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 166/2525 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปหรือไม่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 บัญญัติว่า"สิทธินำคดีอาญาฟ้องย่อมระงับไปดังต่อไปนี้ ฯลฯ (4) เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง ฯลฯ" ศาลฎีกาเห็นว่า ทั้งพนักงานอัยการและโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายต่างมีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 และในกรณีที่พนักงานอัยการและผู้เสียหายต่างได้ยื่นฟ้อง ศาลมีอำนาจสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันเมื่อศาลเห็นชอบโดยพลการ หรือโดยโจทก์ยื่นคำร้องในระยะใดก่อนมีคำพิพากษาตามมาตรา 33 แสดงว่าศาลจะใช้ดุลพินิจสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันหรือไม่ ก็ต่อเมื่อความปรากฎต่อศาลโดยศาลรู้เองหรือโดยโจทก์ยื่นคำร้องในระยะใดก่อนมีคำพิพากษาว่า พนักงานอัยการและผู้เสียหายต่างได้ยื่นฟ้องคดีอาญาเรื่องเดียวกันในศาลชั้นต้นศาลเดียวกันหรือต่างศาลกัน คดีนี้ไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้รู้ว่ามีเหตุที่จะรวมพิจารณาคดีนี้เข้ากับคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ทั้งการที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ก็เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ ฉะนั้นเมื่อการกระทำความผิดของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4) ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1438/2527 นางเล็ก แผ้วกิ่ง โจทก์ นายเฮง โชคอนันต์ตระกูล จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางเล็ก แผ้วกิ่ง · จำเลย - นายเฮง โชคอนันต์ตระกูล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อาจ ปัญญาดิลก · ไพศาล สว่างเนตร · ดำรง สายเชื้อ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1656/2512ฎีกา 19406/2555ฎีกา 8080/2538ฎีกา 1124/2496ฎีกา 1974/2497ฎีกา 730/2486ฎีกา 754/2486ฎีกา 2252/2560ฎีกา 1979/2521ฎีกา 1499/2531ฎีกา 801/2503ฎีกา 70/2489ฎีกา 9076/2558ฎีกา 2379/2565ฎีกา 4541/2550ฎีกา 45/2484ฎีกา 2491-2493/2519ฎีกา 178/2494ฎีกา 8404/2540ฎีกา 954/2502ฎีกา 2927/2540ฎีกา 183/2526ฎีกา 584/2519ฎีกา 214/2494
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา