คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4007-4008/2530
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดเดียวกันกับที่พนักงานอัยการฟ้องแล้วได้ และเมื่อศาลสั่งรวมพิจารณาคดีเข้าด้วยกันแล้ว คดีของโจทก์ร่วมก็ไม่จำเป็นต้องไต่สวนมูลฟ้องอีก.
ย่อคำพิพากษา
แม้พนักงานอัยการจะยื่นฟ้องจำเลยข้อหายักยอกแล้ว โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายก็มีอำนาจฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดเดียวกันเป็นคดีใหม่ต่างหากได้ ไม่มีกฎหมายห้ามไว้ และเมื่อศาลสั่งรวมพิจารณาคดีเข้าด้วยกันแล้วคดีของโจทก์ร่วมก็ไม่จำเป็นต้องไต่สวนมูลฟ้องอีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 162.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยเรียกโจทก์สำนวนแรกว่าโจทก์ และเรียกโจทก์สำนวนหลังว่าโจทก์ร่วมโดยโจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 20 กันยายน 2524 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2524 เวลากลางวัน โจทก์ร่วมได้มอบหมายให้จำเลยนำตั๋วสัญญาใช้เงิน จำนวน 2,600,000 บาท ไปขายลดและนำเงินที่หักส่วนลดแล้วมามอบให้โจทก์ร่วม จำเลยขายตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวไปแล้ว ได้เบียดบังเอาเงินที่ขายได้ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยไปเป็นของจำเลยโดยทุจริต เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมเสียหาย โจทก์ร่วมได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยภายในอายุความแล้ว จึงขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 353, 90 ให้จำเลยคืนเงินที่ยักยอกไปพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ร่วมด้วย
จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องโจทก์ร่วมเป็นหนี้จำเลยค่ารถแทรกเตอร์และอื่นๆ หลายล้านบาท โจทก์ร่วมจึงสลักหลังโอนตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องให้แก่จำเลยเพื่อเป็นการชำระหนี้ ขอให้ยกฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วม
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก มาตรา 353 และมาตรา 90 ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษเท่ากัน ให้จำคุกจำเลย 1 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 2,391,572.70 บาทแก่โจทก์ร่วม
จำเลยอุทธรณ์ทั้งสองสำนวน
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วม
โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาที่ว่า โจทก์ร่วมมีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่นั้นว่าแม้พนักงานอัยการจะยื่นฟ้องจำเลยเข้ามาแล้วโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายก็มีอำนาจฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดเดียวกันเป็นคดีใหม่ต่างหากได้ ไม่มีกฎหมายห้ามไว้ และเมื่อรวมพิจารณาคดีเข้าด้วยกันแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 162 ไม่จำเป็นต้องไต่สวนมูลฟ้อง ดังนั้น แม้คดีของโจทก์ร่วมไม่มีการไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ร่วมก็มีอำนาจฟ้อง ข้ออ้างของจำเลยตามคำแก้ฎีกาจึงฟังไม่ขึ้น
ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงต่อไปโดยฟังว่า โจทก์ร่วมมอบตั๋วสัญญาใช้เงินให้จำเลยเพื่อชำระหนี้ดังที่จำเลยนำสืบจำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องชอบแล้วฎีกาโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4007 - 4008/2530
พนักงานอัยการ ศาลแขวง พระนครใต้ โจทก์
นาย ยุ ทธนา นิ่มปฐม วงศ์ จำเลย
นาย บรรจง เจาชัยเจริญกุ ล โจทก์
นาย ยุ ทธนา นิ่มปฐม วงศ์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ ศาลแขวง พระนครใต้ · จำเลย - นาย ยุ ทธนา นิ่มปฐม วงศ์ · โจทก์ - นาย บรรจง เจาชัยเจริญกุ ล · จำเลย - นาย ยุ ทธนา นิ่มปฐม วงศ์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล · สมศักดิ์ เกิดลาภผล · สาระ เสาวมล |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา