⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 354/2541

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 354/2541

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากการกระทำความผิดที่ถูกเปรียบเทียบปรับนั้น แท้จริงแล้วเป็นความผิดที่ร้ายแรงกว่าลหุโทษ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมไม่ระงับไป

ย่อคำพิพากษา

โจทก์แจ้งความกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันทำร้ายร่างกายโจทก์ พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองทำร้ายร่างกายโจทก์ไม่ถึงกับเป็นเหตุอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ พนักงานสอบสวน ทำการเปรียบเทียบปรับ โจทก์และจำเลยทั้งสองต่างยินยอม คดีย่อมเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 37(2) สิทธินำคดีอาญาในความผิดลหุโทษของโจทก์มาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(3) แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้นในวันเดียวกันโจทก์เกิดอาการมึนศีรษะ และอาเจียนจึงกลับไปให้แพทย์ตรวจใหม่ พบว่าสมองได้รับการ กระทบกระเทือนและมีเลือดคั่งต้องรักษานานประมาณ 30 วัน โดยโจทก์อ้างว่าเป็นผลเกิดจากถูกจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้แท่งเหล็กกลวงตี หากเป็นจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้าง คดีก็ไม่ อาจเลิกกันได้เพราะกรณีมิใช่ความผิดลหุโทษเสียแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ระงับไป

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.28 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.37 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297(8), 295, 83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การ ถือว่าจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (ที่ถูก มาตรา 297(8)) ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 6 เดือน จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการแรกว่า สิทธินำคดีมาฟ้องของโจทก์ระงับไปโดยคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(3) หรือไม่ เห็นว่า เหตุคดีนี้เริ่มด้วยโจทก์ไปแจ้งความกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันทำร้ายร่างกายโจทก์เมื่อร้อยตำรวจเอกเผดิมสิทธิ์ พุทธิมิตร พนักงานสอบสวนโทรศัพท์สอบถามไปยังโรงพยาบาลท่าเรือที่โจทก์ไปให้แพทย์ตรวจรักษามาก่อนหน้านั้นได้ความว่า โจทก์ถูกทำร้ายเพียงมีรอยฟกซ้ำจึงแจ้งข้อกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองทำร้ายร่างกายโจทก์ไม่ถึงกับเป็นเหตุอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพพนักงานสอบสวนทำการเปรียบเทียบปรับจำเลยทั้งสองคนละ 200 บาทโจทก์และจำเลยทั้งสองต่างยินยอม หากผลของการทำร้ายร่างกายโจทก์มีเท่าที่แพทย์ของโรงพยาบาลตรวจพบครั้งแรกดังกล่าวก็เป็นเพียงความผิดลหุโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 เมื่อพนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับจำเลยทั้งสองและจำเลยทั้งสองชำระค่าปรับแล้ว คดีย่อมเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 37(2) สิทธินำคดีอาญาในความผิดลหุโทษของโจทก์มาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(3)แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้นในวันเดียวกันโจทก์เกิดอาการมึนศีรษะและอาเจียนจึงกลับไปให้แพทย์ที่โรงพยาบาลเดิมตรวจใหม่แพทย์ส่งตัวโจทก์ไปตรวจเอกซเรย์สมองทางเอกซเรย์คอมพิวเตอร์พบว่าสมองได้รับการกระทบกระเทือนและมีเลือดคั่งต้องรักษานานประมาณ 30 วัน โดยโจทก์อ้างว่าเป็นผลเกิดจากถูกจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้แท่งเหล็กกลวงตี หากเป็นจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้างคดีก็ไม่อาจเลิกกันได้เพราะกรณีมิใช่ความผิดลหุโทษเสียแล้วสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ระงับไป โจทก์มีอำนาจฟ้อง ปัญหาประการที่สองมีว่า จำเลยทั้งสองกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่นายวิชิต เองไพบูลย์ แพทย์ผู้ตรวจรักษาโจทก์เบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องซึ่งระบุชัดกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณาว่าได้ตรวจรักษาโจทก์ขณะมาพบมีบาดแผลแตกที่นิ้วมือซ้ายรอยช้ำบวมที่ข้อศอกซ้ายและที่บริเวณขมับซ้ายบวม ได้ทำการเอกซเรย์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ปรากฏว่ามีเลือดคั่งในสมองด้านซ้ายจึงเห็นว่าสมองได้รับการกระทบกระเทือนสมควรให้พักรักษาตัวที่โรงพยาบาล 5 วัน และกลับไปพักรักษาตัวต่อที่บ้านอีกประมาณ1 เดือน จึงฟังข้อเท็จจริงได้ว่า จำเลยที่ 1 ใช้เหล็กกลวงตีทำร้ายโจทก์จนได้รับอันตรายสาหัส จำเลยที่ 2 ร่วมมากับจำเลยที่ 1เพื่อดักทำร้ายโจทก์และได้ลงมือชกต่อยและเตะโจทก์ด้วยจำเลยทั้งสองจึงมีความผิดตามฟ้อง ที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า พฤติการณ์แห่งรูปคดีเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีแท่งเหล็กกลวงเป็นอาวุธตีทำร้ายโจทก์คนเดียวอันถือได้ว่าเป็นการรุนแรงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 354/2541 นาย เกตวีร์ นิธิภัทรารัตน์ โจทก์ นาย มนตรี ม หา มงคล กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย เกตวีร์ นิธิภัทรารัตน์ · จำเลย - นาย มนตรี ม หา มงคล กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิชิน สุขนทีธรรม · สมมาตร พรหมานุกูล · วิชัย ชื่นชมพูนุท
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1656/2512ฎีกา 19406/2555ฎีกา 8080/2538ฎีกา 1124/2496ฎีกา 1974/2497ฎีกา 730/2486ฎีกา 754/2486ฎีกา 2252/2560ฎีกา 1979/2521ฎีกา 1499/2531ฎีกา 801/2503ฎีกา 70/2489ฎีกา 9076/2558ฎีกา 2379/2565ฎีกา 4541/2550ฎีกา 45/2484ฎีกา 2491-2493/2519ฎีกา 178/2494ฎีกา 8404/2540ฎีกา 954/2502ฎีกา 2927/2540ฎีกา 183/2526ฎีกา 584/2519ฎีกา 214/2494
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ