⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1161/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1161/2543

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้ส่งมอบทรัพย์สินในขณะนั้น เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ ไม่ใช่กรรโชกซึ่งเป็นการขู่ว่าจะทำร้ายและให้ส่งมอบทรัพย์สินในภายหลัง

ย่อคำพิพากษา

จำเลยจับแขนผู้เสียหายพูดว่า มาทางนี้เดี๋ยว เอาเงินมา ผู้เสียหายตอบว่าไม่มี จำเลยก็ชักอาวุธมีดคัทเตอร์มาจี้ผู้เสียหายผู้เสียหายสลัดหลุดวิ่งไปหา ส. จำเลยก็ตามไปพร้อมกับพูดว่า จะหนีไปไหน ผู้เสียหายกลัวจึงบอก ส. ให้มอบเงินแก่จำเลยไป แสดงว่าจำเลยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหาย ด้วยการทำร้ายร่างกาย และให้ผู้เสียหายส่งเงินให้จำเลยในขณะนั้น การกระทำ ของจำเลย จึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ ไม่ใช่กรรโชก เนื่องจากมิใช่เป็นการขู่ ว่าจะทำร้ายผู้เสียหายและให้ส่งเงินแก่จำเลยในภายหลัง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.337 ประมวลกฎหมายอาญา ม.339

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 371และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 50 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 335(1)(7), 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธจำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธมีดไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี และปรับ 50 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 50 บาทแก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 337 วรรคสอง(2) กระทงหนึ่ง จำคุก 1 ปี ปรับ 5,000 บาท และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 อีกกระทงหนึ่ง ปรับ 100 บาท รวมสองกระทงเป็นจำคุก 1 ปี ปรับ 5,100 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน ปรับ 2,550 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติประจำศาลชั้นต้นทุก 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์โดยคู่ความมิได้ฎีกาคัดค้านว่า คืนเกิดเหตุขณะที่นายประดับ ปุรินันท์ ผู้เสียหายและนางสุพิศ ยาสี ภรรยาเดินกลับที่พักมาตามถนนซอยดำรง 3 แขวงบางแคเขตบางแค กรุงเทพมหานคร จำเลยใช้อาวุธมีดคัทเตอร์ขู่เข็ญผู้เสียหายเอาเงินไป50 บาท โดยจำเลยเข้าไปจับแขนผู้เสียหายและพูดว่า "มาทางนี้เดี๋ยว เอาเงินมา"เมื่อผู้เสียหายตอบว่าไม่มี จำเลยได้ชักอาวุธมีดคัทเตอร์ออกมาจี้ที่เอวผู้เสียหายด้านขวา ผู้เสียหายสลัดหลุดจากจำเลยวิ่งไปหานางสุพิศซึ่งอยู่ห่างประมาณ 5 เมตร จำเลยเดินตามผู้เสียหายไปพร้อมกับพูดว่า "จะหนีไปไหน ผมอยู่ซอยนี้" ผู้เสียหายกลัวจำเลยจะทำร้ายจึงบอกให้นางสุพิศเอาเงินจำนวนดังกล่าวส่งให้จำเลยไป ได้เงินแล้วจำเลยก็หลบหนีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยเข้าไปจับแขนผู้เสียหายพูดว่า มาทางนี้เดี๋ยว เอาเงินมา เมื่อผู้เสียหายตอบว่าไม่มี จำเลยก็ชักอาวุธมีดคัทเตอร์ออกมาจี้ผู้เสียหายครั้นผู้เสียหายสลัดหลุดวิ่งไปหานางสุพิศจำเลยก็ตามไปพร้อมกับพูดว่าจะหนีไปไหนแสดงว่าจำเลยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายด้วยการทำร้ายร่างกาย และให้ผู้เสียหายส่งเงินให้จำเลยในขณะนั้น เพราะหากจำเลยต้องการให้ผู้เสียหายส่งเงินให้จำเลยในภายหลัง เมื่อผู้เสียหายตอบว่าไม่มีอันเป็นการปฏิเสธว่าขณะนั้นผู้เสียหายไม่สามารถจะส่งเงินให้จำเลยได้ จำเลยก็คงจะไม่ชักอาวุธมีดคัทเตอร์ออกมาจี้ผู้เสียหายอันเป็นการสำทับให้เห็นว่า ถ้าผู้เสียหายไม่ส่งเงินให้จำเลยจะถูกจำเลยทำร้าย และหากจำเลยเพียงแต่ขู่ว่าจะทำร้ายผู้เสียหายในภายหลัง เมื่อผู้เสียหายสลัดหลุดวิ่งไปหานางสุพิส จำเลยก็คงจะไม่ติดตามไปพูดกับผู้เสียหายว่าจะหนีไปไหน จนกระทั่งได้เงินแล้วจำเลยจึงได้หลบหนี การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ไม่ใช่กรรโชกดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อนึ่ง ความผิดที่จำเลยกระทำฐานนี้มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปี ถึง 15 ปีและปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 30,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยก่อนลดโทษให้มีกำหนด 10 ปี เป็นการลงโทษขั้นต่ำที่สุดอยู่แล้ว ไม่อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้เบากว่านั้นตามที่จำเลยขอมาในคำแก้ฎีกาได้" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1161/2543 พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นาย นิพนธ์ ทรัพย์ประเสริฐ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นาย นิพนธ์ ทรัพย์ประเสริฐ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จรัส พวงมณี · กมล เพียรพิทักษ์ · สมชาย พงษธา
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 529/2509ฎีกา 2283/2516ฎีกา 3144/2527ฎีกา 6320/2533ฎีกา 2530/2527ฎีกา 368/2468ฎีกา 5999/2544ฎีกา 5599/2531ฎีกา 213/2554ฎีกา 753/2539ฎีกา 3294/2527ฎีกา 2457/2530ฎีกา 778/2519ฎีกา 831/2532ฎีกา 1985/2531ฎีกา 600/2544ฎีกา 3779/2536ฎีกา 515/2481ฎีกา 8192/2553ฎีกา 3380/2531ฎีกา 3227/2543ฎีกา 2674/2532ฎีกา 4268/2552ฎีกา 851/2487
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ