คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 532-533/2498
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อผู้เช่าเดิมได้บอกเลิกสัญญาเช่าที่ไม่มีกำหนดเวลาแล้ว ผู้เช่าจะไม่มีสิทธิอยู่ในฐานะผู้เช่าต่อไป และเมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่า ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่ผู้เช่าได้โดยไม่จำต้องบอกกล่าวเลิกสัญญาเช่าอีก
ย่อคำพิพากษา
การบอกเลิกสัญญาเช่าที่ไม่มีอายุตาม ม. 566,569 นั้น เมื่อเจ้าของเดิมได้บอกเลิกกับผู้เช่าแล้ว ผู้เช่าจึงไม่อยู่ในฐานะผู้เช่าต่อไป ต่อมาเจ้าของเดิมได้โอนตึกเช่าไปให้แก่เจ้าของคนใหม่ ๆ ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวเลิกสัญญาเช่ากับผู้เช่าอีก ก็มีอำนาจฟ้องขับไล่ผู้เช่าได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดี ๒ สำนวนนี้ศาลชั้นต้นได้รวมการพิจารณาพิพากษา
โจทก์กล่าวฟ้องเป็นใจความเดียวกันว่าตึกแถว เลขที่ ๘๓-๘๕ อยู่ในทำเลการค้า เป็นของ น.ส.ละม่อม นายหับ จำเลย เช่าห้องเลขที่ ๘๓ ทำโรงเกลือ ฯลฯ นายซิวโค้ว จำเลยเช่าห้องเลขที่ ๘๕ ทำประทุนกรุเบาะ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๔ น.ส.ละม่อมฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองสำนวนคดีดำที่ ๑๗๔-๑๗๕/๒๔๙๔ ของศาลแขวงพระนครใต้ ระหว่างพิจารณา น.ส. ละม่อมขายที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่ น.ส.อำภา แล้วถอนฟ้องและได้แจ้งให้จำเลยทราบ ซื้อแล้ว น.ส.อำภาก็ได้แจ้งให้จำเลยออก ต่อมาโจทก์ได้ซื้อที่ดินและตึกพิพาทโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยส่งมอบตึกแถว จำเลยไม่ยอม ขอให้ศาลพิพากษาขับไล่จำเลยและบริวาร
จำเลยทั้งสองให้การต้องกันต่อสู้หลายประการ
ศาลชั้นต้นเห็นว่าการเช่ารายนี้เป็นการเช่าไม่มีอายุ โจทก์จะเลิกสัญญาก็ต้องบอกเลิกตาม ม. ๕๖๖ ก่อน แต่ปรากฎว่าโจทก์บอกเลิกก่อนโจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิมาจาก น.ส. อำภา ซึ่งขณะนั้นโจทก์ยังหามีสิทธิอะไรในตึกและที่ดินรายนี้ไม่ จึงถือว่ายังไม่มีการบอกเลิกสัญญา พิพากษายกฟ้องโจทก์
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่าที่โจทก์บอกก่อนวันจดทะเบียนโอนเพียง ๑๒ วัน ไม่เป็นข้อสำคัญ เพราะอย่างไรในที่สุดโจทก์ก็ได้รับโอนกรรมสิทธิมาเป็นของโจทก์แล้ว ถือได้ว่าโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยรู้ตัวก่อน ตาม ป.พ.พ.ม.๕๖๖ แล้ว โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้ พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากตึกพิพาท
จำเลยฎีกาคัดค้านศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยเฉพาะในข้อ ๑ และ ๓ คือ
๑.โจทก์สืบไม่ได้แน่ชัดว่าห้องพิพาทเป็นกรรมสิทธิของโจทก์
๓. โจทก์บอกเลิกการเข้าก่อนโจทก์รับโอนกรรมสิทธิมาซึ่งโจทก์ยังไม่มีสิทธิจะบอกกล่าวขับไล่จำเลยได้ การบอกเลิกจึงใช้ไม่ได้ แม้โจทก์จะได้รับโอนมาเป็นเจ้าของในภายหลังก็ไม่ทำให้หนังสือบอกกล่าวมีผลย้อนหลังได้
ส่วนฎีกาข้อ ๒. ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับเพราะจำเลยมิได้ยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์
ศาลฎีกาเห็นว่าตามฎีกาของจำเลยข้อ ๑ นั้นฟังได้ว่า ตึกพิพาทได้โอนมาเป็นของโจทก์แล้ว ส่วนฎีกาข้อ ๓ นั้นเห็นว่าตึกรายนี้เมื่อเป็นของ น.ส.ละม่อม ๆ ด้บอกเลิกการเช่ากับจำเลยจนถึงฟ้องร้องกัน เมื่อ น.ส.ละม่อม โอนมาให้ น.ส.อำภา ๆ ก็ได้บอกเลิกการเช่ากับจำเลยอีก ดังนี้จำเลยจึงมิได้อยู่ในฐานะเป็นผู้เช่ากับ น.ส. อำภา เมื่อ น.ส. อำภาโอนมาให้โจทก์ ๆ ก็ต้องได้รับมาทั้งสิทธิและหน้าที่ โจทก์จึงรับโอนกรรมสิทธิมาโดยปลอดการเช่า ไม่จำเป็นจะต้องบอกกล่าวเลิกสัญญาเช่ากับจำเลย เลยการที่โจทก์บอกเลิกไปอีกนั้นจึงไม่มีความสำคัญ
พิพากษายืน ให้ยกฎีกาจำเลย
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 532 - 533/2498
นายสนอง วีรวรรณ โจทก์
นายหับ แซ่ฉั่น จำเลย
นายสนอง วีรวรรณ โจทก์
นายซินโค้ว แซ่ทั้ง จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายสนอง วีรวรรณ · จำเลย - นายหับ แซ่ฉั่น · โจทก์ - นายสนอง วีรวรรณ · จำเลย - นายซินโค้ว แซ่ทั้ง |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ประศาสน์วินิจฉัย · มนูภันย์วิมลสาร · พิบูลย์ไอศวรรย์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแขวงพระนครใต้ - นายประเสริฐ พิพัฒนกุล · ศาลอุทธรณ์ - หลวงศรีสัตยารักษ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา