⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4836/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4836/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้ายต่อหน้าธารกำนัล เป็นความผิดอันยอมความไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

คำว่า "อนาจาร" มีความหมายว่าเป็นการกระทำต่อเนื้อตัวบุคคลที่ไม่สมควรทางเพศซึ่งมิได้หมายความเฉพาะการประเวณีหรือความใคร่เท่านั้น แต่รวมถึงการกระทำให้อับอายขายหน้าในทางเพศด้วย การที่จำเลยกอดเอวโจทก์ร่วม จับมือและดึงแขนโจทก์ร่วมเช่นนั้นจึงเป็นการกระทำอนาจารแก่โจทก์ร่วมโดยใช้กำลังประทุษร้าย เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 278 แม้บางตอนจำเลยจะได้กระทำขณะอยู่ในรถยนต์กระบะแต่การที่จำเลยจับมือและดึงแขนโจทก์ร่วมให้เข้าไปในห้องพักของโรงแรมขณะอยู่ต่อหน้าพนักงานโรงแรมเช่นนั้นเป็นการกระทำโดยเปิดเผยในที่ซึ่งอาจมีคนเห็นได้ แม้ไม่มีผู้ใดเห็นในขณะกระทำนั้นก็เป็นธารกำนัลแล้ว เพราะการกระทำต่อหน้าธารกำนัลมิได้หมายความเฉพาะแต่กระทำโดยประการที่ให้บุคคลอื่นได้เห็นโดยแท้จริงเท่านั้น เพียงแต่กระทำในลักษณะที่เปิดเผยให้บุคคลอื่นสามารถเห็นได้ก็เป็นต่อหน้าธารกำนัลแล้ว ดังนั้น เมื่อจำเลยกระทำอนาจารแก่โจทก์ร่วมโดยใช้กำลังประทุษร้ายต่อหน้าธารกำนัล จึงเป็นความผิดที่มิใช่ความผิดอันยอมความได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.278

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 281 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา สิบตำรวจตรีหญิงกาญจนา สุขศรี ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 จำคุก 2 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ร่วมกับจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจทำงานอยู่ที่เดียวกันและรู้จักกันประมาณ 20 วัน คืนเกิดเหตุเวลาประมาณ 20 นาฬิกา จำเลยขับรถยนต์กระบะพาโจทก์ร่วมไปรับประทานอาหารและดื่มเบียร์จนเวลาประมาณ 1 นาฬิกา จึงพากลับ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำอนาจารแก่โจทก์ร่วมโดยใช้กำลังประทุษร้ายต่อหน้าธารกำนัลหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีตัวโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อออกจากร้านอาหารระหว่างทางจำเลยบอกว่าเมาขับรถไม่ไหวจะต้องพักโรงแรม พยานจึงขอลงจากรถขณะที่รถจะเลี้ยวเข้าโรงแรมเกรซอินน์ จำเลยได้ดึงแขนและกอดเอวพยาน พยานดิ้นจนหลุดและลงจากรถ แต่จำเลยยังคงจับแขนพยานและดึงพยานเข้าไปในรถอีก จำเลยขับรถข้าไปจอดในโรงแรมและบอกพนักงานโรงแรมว่าขอเปิดห้องพัก ขณะอยู่ต่อหน้าพนักงานโรงแรมซึ่งยืนอยู่ห่างประมาณ 3 เมตร มีแสงไฟฟ้าภายในโรงแรมพอมองเห็นได้ จำเลยกับพยานนั่งอยู่ในรถ จำเลยได้จับมือพยานไว้ พยานบอกพนักงานโรงแรมไม่ให้เปิดห้องและดิ้นจนหนีลงจากรถได้ จำเลยจึงลงจากรถมาดึงแขนพยานให้เข้าไปในห้องเพื่อจะข่มขืนกระทำชำเราพยาน แต่เมื่อพนักงานโรงแรมไม่เปิดห้องเพราะพยานไม่ยินยอม จำเลยจึงขับรถพาพยานออกไป ระหว่างทางพยานหนีลงจากรถของจำเลยได้ จึงวิ่งไปขึ้นรถแท็กซี่กลับที่พัก เห็นว่า โจทก์ร่วมเป็นหญิงสาว ประกอบอาชีพมีหลักฐานมั่นคงหากไม่เป็นความจริงคงไม่นำเรื่องที่น่าละอายไปเล่าให้คนอื่นฟังนอกจากโจทก์ร่วมแล้วยังมีนายกิจจา ราชการดี คนขับรถแท็กซี่คันที่รับโจทก์ร่วมพาหนีจากจำเลยในคืนเกิดเหตุ และมีร้อยตำรวจเอกโยธิน เธียรสุขสันต์ พนักงานสอบสวนซึ่งได้สอบปากคำนายบัญชัย ขันเงิน พนักงานโรงแรมเกรซอินน์ไว้ ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเป็นพยานเบิกความสนับสนุน พยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ คำเบิกความจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ พยานจำเลยซึ่งปฏิเสธลอยๆ ไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าคืนเกิดเหตุขณะจำเลยขับรถจะเลี้ยวเข้าโรงแรมเกรซอินน์ซึ่งเป็นโรงแรมม่านรูด จำเลยได้ดึงแขนและกอดเอวโจทก์ร่วมซึ่งนั่งอยู่ที่เบาะตอนหน้า เมื่อจำเลยขับรถเข้าไปจอดในโรงแรมดังกล่าวและขอเปิดห้องพัก ขณะอยู่ต่อหน้านายบัญชัยพนักงานโรงแรมนั้น จำเลยได้จับมือและดึงแขนโจทก์ร่วมให้เข้าไปในห้องพัก คำว่า "อนาจาร" มีความหมายว่าเป็นการกระทำต่อเนื้อตัวบุคคลที่ไม่สมควรทางเพศ ซึ่งมิได้หมายความเฉพาะการประเวณีหรือความใคร่เท่านั้น แต่รวมถึงการกระทำให้อับอายขายหน้าในทางเพศด้วย การที่จำเลยกอดเอวโจทก์ร่วม จับมือและดึงแขนโจทก์ร่วมเช่นนั้น จึงเป็นการกระทำอนาจารแก่โจทก์ร่วมโดยใช้กำลังประทุษร้าย เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 แม้บางตอนจำเลยจะได้กระทำขณะอยู่ในรถยนต์กระบะ แต่การที่จำเลยจับมือและดึงแขนโจทก์ร่วมให้เข้าไปในห้องพักของโรงแรมขณะอยู่ต่อหน้าพนักงานโรงแรมเช่นนั้น เป็นการกระทำโดยเปิดเผยในที่ซึ่งอาจมีคนเห็นได้ แม้ไม่มีผู้ใดเห็นในขณะกระทำนั้นก็เป็นธารกำนัลแล้ว เพราะการกระทำต่อหน้าธารกำนัลมิได้หมายความเฉพาะแต่กระทำโดยประการที่ให้บุคคลอื่นได้เห็นโดยแท้จริงเท่านั้นเพียงแต่กระทำในลักษณะที่เปิดเผยให้บุคคลอื่นสามารถเห็นได้ก็เป็นต่อหน้าธารกำนัลแล้ว ดังนั้น เมื่อจำเลยกระทำอนาจารแก่โจทก์ร่วมโดยใช้กำลังประทุษร้ายต่อหน้าธารกำนัล จึงเป็นความผิดที่มิใช่ความผิดอันยอมความได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4836/2547 พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร โจทก์ สิบตำรวจตรีหญิงกาญจนา สุขศรี โจทก์ร่วม สิบตำรวจตรีสำราญ สมฤทธิ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร · โจทก์ร่วม - สิบตำรวจตรีหญิงกาญจนา สุขศรี · จำเลย - สิบตำรวจตรีสำราญ สมฤทธิ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จรูญวิทย์ ทองสอน · สุเทพ เจตนาการณ์กุล · จรัส พวงมณี
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1357/2545ฎีกา 6668/2551ฎีกา 2249/2520ฎีกา 2084/2531ฎีกา 444/2537ฎีกา 2740/2523ฎีกา 214/2524ฎีกา 250/2510ฎีกา 667/2521ฎีกา 2049/2529ฎีกา 2566/2530ฎีกา 4066/2545ฎีกา 501/2503ฎีกา 1543/2547ฎีกา 1958/2518ฎีกา 3257/2527ฎีกา 2879/2516ฎีกา 7986/2540ฎีกา 5521/2537ฎีกา 1279/2506ฎีกา 4593/2553ฎีกา 1075/2480ฎีกา 3953/2539ฎีกา 11065/2554
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ