⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 833/2561

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 833/2561

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การใช้หรืออ้างเอกสารปลอมเป็นความผิดสำเร็จเมื่อได้ยื่นเอกสารนั้นต่อเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รับเรื่องแล้ว

ย่อคำพิพากษา

ความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารปลอม เป็นความผิดสำเร็จเมื่อยื่นเอกสารต่อเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ รับเรื่อง ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นเอกสารราชการปลอมตามฟ้องต่อเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่ตรวจเอกสารเพื่อยื่นซองประกวดราคาจึงเป็นความผิดสำเร็จแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 91, 264, 265, 268 จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 83, 84 จำเลยทั้งสี่เป็นผู้ปลอมเอกสารราชการที่นำไปใช้ ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ให้ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 3 ปี จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 5,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 1 ปี 6 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 84 ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมแต่บทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง และจำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ฐานปลอมเอกสารราชการแต่เพียงบทเดียว ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 2 ปี ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 5,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวกับการปลอมเอกสารราชการและไม่ทราบว่ามีการนำเอกสารราชการปลอมดังกล่าวไปใช้ในการยื่นซองประกวดราคาตามฟ้อง รวมถึงคุณสมบัติของแผ่นยางของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีมาตรฐานสูงกว่าที่ผู้เสียหายที่ 2 กำหนด จึงไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหาย ทำนองว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำฟ้องของโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เพิ่งยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ที่แก้ไขใหม่ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เพียงเตรียมเอกสารราชการตามฟ้องเพื่อจะยื่นซองประกวดราคา และยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจเอกสารของเจ้าหน้าที่ตรวจเอกสาร จึงยังไม่ถือว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้หรืออ้างเอกสารราชการปลอมอันจะครบองค์ประกอบความผิดเป็นความผิดสำเร็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 เห็นว่า ความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารปลอมเป็นความผิดสำเร็จเมื่อยื่นเอกสารต่อเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รับเรื่อง ดังนั้นการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นเอกสารราชการปลอมตามฟ้องต่อเจ้าหน้าที่มีผู้มีหน้าที่ตรวจเอกสารเพื่อยื่นซองประกวดราคาจึงเป็นความผิดสำเร็จแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ใช้หรือจ้างวานจำเลยที่ 4 ให้ปลอมเอกสารรายงานการทดสอบแผ่นยางอันเป็นเอกสารราชการ แล้วจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำไปใช้อ้างเป็นหลักฐานประกอบการยื่นซองประกวดราคาตามโครงการก่อสร้างสนามฟุตซอลกลางแจ้งของผู้เสียหายที่ 2 ว่าแผ่นยางของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีคุณสมบัติตรงตามที่ผู้เสียหายที่ 2 กำหนด เป็นการกระทำที่มุ่งแต่เพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของทางราชการที่จะได้รับ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อ้างว่า รู้สึกสำนึกในการกระทำความผิดแล้ว ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน มีภาระทางครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอจะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 2 ปี ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี โดยไม่รอการลงโทษจำคุกนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์ของคดีแล้ว ศาลฎีกาไม่มีเหตุจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 265 และใช้อัตราโทษใหม่แทน แต่โทษที่บัญญัติใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสี่ จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 833/2561 พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท โจทก์ บริษัทไนโช จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท · จำเลย - บริษัทไนโช จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชัยรัตน์ ศิลาลาย · พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง · ปานนท์ กัจฉปานันท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดชัยนาท - นางสาวชรินพร ศรีวิไล · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสมศักดิ์ ขวัญแก้ว
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.3668/2560
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา